
โรงแรมเพื่อความยั่งยืน
Mabuhay สวัสดีจากฟิลิปปินส์ครับ ผมได้มาร่วมการแลกเปลี่ยนดูงานโรงแรมและรีสอร์ทเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนระหว่างฟิลิปปินส์และไทย
โดย ศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ [email protected]
Mabuhay สวัสดีจากฟิลิปปินส์ครับ ผมได้มาร่วมการแลกเปลี่ยนดูงานโรงแรมและรีสอร์ทเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนระหว่างฟิลิปปินส์และไทย ซึ่งจัดโดยโครงการ Zero Carbon Resorts และสนับสนุนโดยสหภาพยุโรป
เมื่อต้นเดือน เม.ย.นี้ กลุ่มโรงแรมจากฟิลิปปินส์มาเรียนรู้และดูงานที่ไทยก่อน และสัปดาห์ต่อมากลุ่มโรงแรมจากไทยก็มาเรียนรู้และดูงานที่ฟิลิปปินส์ โดยได้ไปศึกษาดูงานหลายแห่ง ทั้งโรงแรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่
วันนี้ขอนำเรื่องรีสอร์ท Nurture Wellness Village and Nurture Fไarmacy ซึ่งอยู่ในเมืองตาไกไต ทางใต้ของมะนิลาประมาณ 70 กิโลเมตร มาเล่าสู่กันฟังครับ
ความตั้งใจของรีสอร์ทแห่งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการเมื่อ 16 ปีที่แล้วคือ การเป็นรีสอร์ทเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนในหลากหลายด้าน เริ่มตั้งแต่การออกแบบและก่อสร้างบนที่ดินประมาณ 9 ไร่ ที่ถึงจะมีความสูงต่ำ เป็นเนินเป็นหุบ แต่ก็ไม่ไถและถมจนราบ แต่ออกแบบส่วนต่างๆ ของรีสอร์ทให้เข้ากับความสูงต่ำของพื้นที่
คุณแคทเธอรีน ผู้เป็นเจ้าของมีแนวคิดว่า เป็นการให้ความเคารพกับแผ่นดิน และหาทางทำงานอย่างเหมาะสมกับผืนดิน สำหรับไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดิม นอกจากไม่ตัดออกแล้ว ยังปลูกเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนของบ้านพักเน้นแบบธรรมชาติ ใช้ไม้เป็นหลักในการก่อสร้างและตกแต่ง รวมทั้งการใช้หลังคาที่เป็นวัสดุธรรมชาติ ซึ่งช่วยป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวห้องได้อย่างดี
ตอนเริ่มต้นก็ทำเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อยๆ จนมีการซื้อที่ดินเพิ่มในบริเวณใกล้เคียงประมาณ 3 ไร่ มาพัฒนาเป็นฟาร์ม และตั้งชื่อว่า Farmacy ที่เป็นการผสมคำว่า ฟาร์ม (Farm) กับยา (Pharmacy) เพื่อสื่อสารถึงหลักการกินอาหารเป็นยา
การผลิตอาหาร ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสปา และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ นั้น ทางฟาร์มเริ่มต้นตั้งแต่การเลี้ยงควาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์และใช้ในการสื่อสารเรียนรู้ว่า มูลของมันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการมีดินที่ดี และนำมาสู่วัตถุดิบที่ดี รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ บ้าง เช่น หมู ไก่ รวมทั้งเลี้ยงกระต่ายให้แขกป้อนอาหาร เศษอาหารและขยะอินทรีย์อื่นๆ ถูกนำมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในพื้นที่ของรีสอร์ท เพื่อใช้บำรุงดินมาอย่างต่อเนื่อง
พืชที่ปลูกในพื้นที่ฟาร์มจะเน้นสมุนไพร ผัก และผลไม้ที่หลากหลาย เพื่อเป็นตัวอย่างจริงสำหรับการเรียนรู้ของแขกที่เข้าพัก รวมทั้งกลุ่มศึกษาดูงานต่างๆ โดยแบ่งกลุ่มตามคุณสมบัติในการบำรุงอวัยวะสำคัญต่างๆ และตั้งใจออกแบบและจัดเป็นสวนสมุนไพรที่มีรูปร่างตามร่างกายของมนุษย์ ตั้งแต่สมอง ปอด กระเพาะอาหาร ไต ลำไส้ ฯลฯ
โดยมีอาคารด้านข้างสวนสมุนไพร ที่มีห้องเรียนขนาดเล็ก แต่อุปกรณ์ครบถ้วน สอนทำอาหาร ตั้งแต่เดินเก็บวัตถุดิบอินทรีย์ จนทำเสร็จเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งมีส่วนที่ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา
อีกส่วนหนึ่งในฟาร์ม สร้างบ้านตามแบบภูมิปัญญาดั้งเดิมและจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต แสดงอุปกรณ์และกิจกรรมที่เป็นภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิม เช่น การตำข้าว ทอผ้า ทำว่าว ฯลฯ และเชิญชวนให้แขกหรือผู้มาดูงานได้ลงมือทดลองทำทุกๆ กิจกรรมด้วย
สำหรับผักและผลไม้ส่วนใหญ่ซื้อมาจากชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ที่ทางรีสอร์ทได้สร้างการเรียนรู้ให้ปลูกแบบอินทรีย์ จนสำเร็จและส่งขายได้ ส่วนวัตถุดิบอื่นๆ ก็ซื้อเฉพาะที่เป็นอินทรีย์
ทางรีสอร์ทและฟาร์มเลือกให้มีเมนูอาหารจากเนื้อสัตว์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงคนส่วนใหญ่ ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มที่ทานมังสวิรัติหรือเจเท่านั้น แต่เน้นผักและผลไม้ และเน้นรสชาติที่ดีของอาหาร
สิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งผู้เป็นเจ้าของกล่าวย้ำตลอด คือ การสื่อสาร สร้างการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคน เริ่มตั้งแต่แขกที่มาเข้าพักจะมีกิจกรรมฟรีที่จัดทุกวันให้เลือกเข้าร่วมได้ ทั้งการทัวร์ฟาร์ม ออกกำลังกายไทชิ การทำน้ำผลไม้สด และการคั่วกาแฟ
การเปิดรับกลุ่มศึกษาดูงานให้มาเรียนรู้สุขภาพองค์รวม การกินอาหารเป็นยา และภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่การพูดแต่ในห้อง แต่เป็นการเรียนรู้นอกห้อง การลงมือทำกิจกรรม ทานอาหาร ดื่มน้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร และกาแฟ รวมทั้งการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ
กลุ่มศึกษาดูงานจึงมีมาจากหลากหลายกลุ่ม รวมทั้งจากต่างประเทศด้วย แต่ทางรีสอร์ทพยายามเน้นไปที่คนฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะคนเมือง และเยาวชน คนรุ่นใหม่
สำหรับกลุ่มพนักงานของรีสอร์ท จะเน้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งหากมีความตั้งใจ หรือมีความสามารถ ทางรีสอร์ทจะเปิดโอกาสและสนับสนุนให้ไปฝึกอบรมหรือเรียนรู้อื่นๆ
ดังเช่น พนักงานยกกระเป๋า แต่มีความสามารถด้านการทาสีทำลวดลายก็มาช่วยตกแต่งภายในของหลายอาคาร พนักงานแม่บ้านทำความสะอาดห้องพัก แต่มีความตั้งใจก็ได้รับการฝึกอบรมเป็นพนักงานสปาที่มีประกาศนียบัตรรับรอง หรือพนักงานสวนก็พัฒนาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญไทชิ และการฝังเข็มด้วย เป็นต้น
โดยเฉพาะผู้ที่ยากจนมาก่อน แต่มีความตั้งใจ ดังเช่น กรณีของพนักงานผู้เชี่ยวชาญพืชสมุนไพรบำรุงสุขภาพ ซึ่งเป็นแม่ม่ายที่มีลูก 5 คน แต่เดิมทำงานได้ค่าจ้างเพียงเดือนละประมาณ 600 บาทเท่านั้น จนได้เข้ามาทำงานในรีสอร์ท เรียนรู้และพัฒนาความสามารถ จนเคยได้รับการสัมภาษณ์ออกรายการโทรทัศน์ ทำให้เธอมีความภูมิใจอย่างมาก
คุณแคทเธอรีนตั้งใจเล่าถึงพนักงานแต่ละคน ซึ่งพัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีฐานะดีขึ้น รวมทั้งมีอนาคตที่ดีขึ้นด้วย
เธอจึงสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า ความสำเร็จของรีสอร์ทไม่ควรวัดกันที่ตัวเงินหรือกำไร แต่ควรจะดูที่เราได้ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้กี่คนแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นความหมายของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนด้วย







