posttoday
สิ่งที่ประเทศไทยมีไม่เหมือนเกาหลี

สิ่งที่ประเทศไทยมีไม่เหมือนเกาหลี

15 เมษายน 2561

ที่เกาหลีเขาไม่มี “ลูบหน้าปะจมูก”

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

ที่เกาหลีเขาไม่มี “ลูบหน้าปะจมูก”

คงไม่น่าแปลกใจนะที่เห็นคนไทยไปทำศัลยกรรมใบหน้า โดยเฉพาะ “จมูก” ที่เกาหลีกันมากมาย เหตุผลหนึ่งก็คือจะได้เอาไว้ให้ “ปะจมูก” เวลาที่ “ลูบหน้า” นั่นเอง

สำนวนลูบหน้าปะจมูก หมายถึง การที่จะเอาผิดหรือเอาเรื่องใครมักจะมีเรื่องทำให้ติดขัดอยู่ร่ำไป เปรียบได้กับการที่จะจัดการกับคนผิดนั้นเหมือนการเอามือลูบหน้า แต่ก็ต้องเจอจมูกขวางไว้ ไม่สามารถที่จะลูบหน้าได้อย่างราบรื่น โดยที่จมูกนั้นมักจะหมายถึงผู้มีอิทธิพลที่เข้ามาขวางกั้น ทั้งนี้ก็ยังมีอีกสำนวนหนึ่งที่มีความหมายคล้ายๆ กัน คือคำว่า “ชนตอ” ซึ่งตอก็คือผู้มีอำนาจหรืออิทธิพลต่างๆ นั่นเอง

ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมคณะไปศึกษาดูงานที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ ในหลักสูตร DigitalEconomy for Management ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ (IRDP) ซึ่งได้จัดมาแล้วเป็นรุ่นที่ 7 มีผู้ร่วมอบรม 32 ท่าน เป็น
ผู้บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยได้ไปดูงาน 5 แห่ง ในบริษัทชั้นนำและองค์กรของรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดีเพื่อมาใช้พัฒนาประเทศไทยในโลกที่เรากำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล

หลายท่านน่าจะมีประสบการณ์เหมือนกันกับผู้เขียน ประมาณว่าที่เราก้าวสู่ยุคอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือเมื่อ 30 ปีที่แล้วนั้น เราจะอยู่ในภาวะ “กลัว” เทคโนโลยี เพราะในยุคนั้นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จะใช้ค่อนข้างยากและมีราคาแพงมาก เวลาจะใช้เหมือนจะต้องมีการ
กราบไหว้เคี่ยวเข็ญ เหมือนว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เหล่านั้นเป็น “เทพเจ้า” (หรือ “ซาตาน” เพราะน่ากลัวเหมือนถูกหลอกหลอน) จนเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เรามีสมาร์ทโฟนให้ใช้พร้อมแอพพลิเคชั่น (คือโปรแกรมควบคุมการใช้งานที่ใช้ง่ายมากขึ้น ที่เข้ามาแทนที่โปรแกรมระดับเทพหรือซาตานแบบเก่า) แบบจิ้มเอาๆ ไหลปรื๊ดๆ ชีวิตก็สะดวกสบายขึ้น และทุกคนแม้แต่เด็กและคนแก่ก็สามารถใช้สมาร์ทโฟนนั้นทำกิจวัตรต่างๆ ในชีวิตได้เหมือนการหายใจเข้าออก

ในยุคหน้าของโลกดิจิทัล ว่ากันว่ามนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันกับหุ่นยนต์ ที่ไม่ใช่แบบที่เป็นตัวคนหรือมีรูปร่างหน้าตาและการเคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปแบบหลากหลาย เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านก็ทำงานแบบหุ่นยนต์ได้ สิ่งก่อสร้างและอุปกรณ์ทุกอย่างที่อำนวยความสะดวกให้มนุษย์ ว่ากันว่าต่อไปทุกย่างก้าวและรอบตัวเราจะแวดล้อมไปด้วยหุ่นยนต์ เพียงแต่จะอยู่ในรูปแบบใดเท่านั้น

หุ่นยนต์เหล่านี้รวมเรียกว่า AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ที่นักวิชาการไทยแปลว่า “ปัญญาประดิษฐ์” คือสิ่งที่มีปัญญาในตัวเอง (โดยมีมนุษย์ใส่เข้าไปให้) แล้วใช้ปัญญานั้นมาทำงานสนองตอบต่อความต้องการในเรื่องต่างๆ ของมนุษย์ จนถึงขั้นมีความกลัวกันว่าต่อไปถ้าหุ่นยนต์เหล่านี้คิดได้ทำได้เองโดยที่มนุษย์ไม่ต้องสั่งหรือควบคุมก็คงจะน่ากลัวไม่น้อย และอาจจะเกิดสภาพที่โลกนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไป

แต่จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานที่เกาหลี ได้เห็นการสร้างสรรค์ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา ในส่วนตัวของผู้เขียนไม่คิดว่าโลกเราจะไปสู่ยุค “สยอง” อย่างที่บางท่านอาจจะคิดไป เพราะคนที่สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้พยายามที่จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “Human Friendly” คือมีความเป็นมิตรกับมนุษย์ (แน่นอนว่าต้อง Eco Friendly หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย) รวมทั้งการควบคุมโดยมนุษย์ที่ละเอียดรอบคอบ แต่ที่น่าสนใจคือการสร้าง “เครือข่าย” ในการควบคุมและรักษาความปลอดภัย คือ
บรรดาปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในฐานะ “โดดเดี่ยว” หรือทำอะไรได้ตามลำพัง เพราะจะต้องถูกควบคุมหลายชั้นจากเครือข่ายการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ ทั้งโดยตัวผู้ใช้เอง จากองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการดูแล ที่มีการประสานกันเป็นระบบนานาชาติ คือระเบียบที่เป็นสากล

ในการดูงานวันสุดท้าย คือวันที่ 6 เม.ย. คณะดูงานของเราสังเกตเห็นว่าหลังเที่ยงวันนั้นทั้งกรุงโซลดูโปร่งโล่ง การจราจรไม่แออัดจอแจอย่างที่เคย ทั้งที่เป็นวันทำงานและปกติรถจะติดทั้งวัน ซึ่งทางไกด์ทัวร์ชาวเกาหลีได้ชี้แจงด้วยใบหน้าเคร่งขรึมว่า “เรากำลังรอฟังคำตัดสินของศาลในคดีที่อดีตประธานาธิบดีหญิง ปาร์กกึนเฮ ได้ทำผิดในกรณีทุจริต” แล้วแกก็เล่าเรื่องของคดีอย่างละเอียด (หลายท่านที่สนใจติดตามเรื่องนี้คงจะพอทราบมาบ้าง แต่ผู้เขียนไม่อาจจะนำมาบรรยายในคอลัมน์นี้ได้ เพราะมีรายละเอียดและข้อวิจารณ์มาก) พร้อมกับเปิดภาพจากจอทีวีที่มีการถ่ายทอดสดและอธิบายไปด้วย ด้วยอารมณ์ที่จริงจังเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากที่ผู้พิพากษา (หน้าตาเหมือนท่านจรัญ ภักดีธนากุล) ได้อ่านคำพิพากษาจบลง โดยตัดสินให้จำคุกปาร์กกึนเฮ 24 ปี โดยที่คดีนี้เป็นคดีแรก แต่ยังมีคดีอื่นๆ รออยู่อีก 22 คดี ที่กำลังจะทยอยตัดสินตามมา แม้ว่านี่จะเป็นเพียงศาลชั้นต้น แต่คนเกาหลีเชื่อว่าคดีนี้ปาร์กกึนเฮต้องตายในคุกแน่ เพราะประธานาธิบดีเกาหลีที่มีมาแล้ว 11 คน ไม่มีใครตายดีสักคน ส่วนใหญ่ติดคุกในคดีทุจริตต่างๆ โดยความสำเร็จในการเอาผิดคนใหญ่คนโตเหล่านี้ก็เกิดขึ้นจาก “ภาคประชาสังคม” คือคนเกาหลีกัดไม่ปล่อย และรวมตัวกันรื้อฟื้นคดีอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ที่ทำงานแบบ “ปะ ฉะ ดะ” ไม่มีการทำงานแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” เหมือนในประเทศที่กำลังโอ้อวดว่าจะมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่บางประเทศนั้น

บางทีผู้นำประเทศนั้นควรไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีด้วยนะ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ