
บทคุ้มครอง ประมุขแห่งรัฐ (2)
ผู้พิพากษาและตุลาการ ย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
โดย สัก กอแสงเรือง
ผู้พิพากษาและตุลาการ ย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง (รัฐธรรมนูญมาตรา 158)
เหตุสำคัญ ที่ต้องมีบทกฎหมายคุ้มครองประมุขแห่งรัฐ เพราะ
ประการแรก พระมหากษัตริย์ไม่สามารถปกป้องตนเองได้ ไม่อาจใช้สิทธิฟ้อง หรือกล่าวหา พสกนิกรที่ก้าวล่วง รุกล้ำ สิทธิ ของพระองค์ได้
ประการที่สอง พระมหากษัตริย์ไม่สามารถใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เช่น สามัญชนได้ เช่น ไม่อาจไปแจ้งความให้พนักงานสอบสวน สอบสวนพสกนิกรได้ และไม่อาจใช้สิทธิทางศาลฟ้องคดีอาญา หรือคดีแพ่ง พสกนิกรได้
ประการสุดท้าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นบทสรุปในการคุ้มครองประมุขแห่งรัฐ มิให้ถูกก้าวล่วง มิให้ถูกดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องอาฆาตมาดร้าย เพราะบทกำหนดโทษค่อนข้างหนัก เพราะอยู่ในหมวดมาตรฐาน ความมั่นคงแห่งรัฐ
ก่อน หรือ หลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (พ.ศ. 2557) ได้มีอาจารย์ทางกฎหมาย แห่งท่าพระจันทร์ แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อว่าควรยกเลิกมาตรา 112 และใช้กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา เกี่ยวกับประมุขแห่งรัฐ
ขณะนั้นผมอยู่ในตำแหน่งนายกสภาทนายความ จึงได้แถลงการณ์ ว่า
ท่านอาจารย์ ควรให้ความรู้ทางกฎหมายเสียก่อนเป็นเบื้องต้นว่า การคุ้มครองประมุขแห่งรัฐ ที่เป็นพระมหากษัตริย์ ก็ดี ประธานาธิบดี ก็ดี ในระบบสากล มีหรือไม่ อย่างไร และในแต่ละระบบ มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันอย่างไร อาจารย์เองมีความเห็นอย่างไร เพราะเหตุใด แล้วให้นักศึกษา หรือประชาชน พิจารณาเองว่าจะเห็นด้วยในทางใด มิใช่เพียงแสดงความเห็นว่า ควรยกเลิกเท่านั้น โดยมิได้ให้ความรู้ทางกฎหมายในหน้าที่อาจารย์
ต่อมา มีเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่ชื่อ คริสตี้ ออกมาให้ความเห็นว่า เห็นด้วยกับการให้ยกเลิก มาตรา 112 และใช้กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา ก็ได้
ผมในฐานะนายกสภาทนายความ จึงได้แถลงการณ์ว่า
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







