posttoday
อย่าลืมพระในบ้าน กราบขอขมาสิ่งผิด

อย่าลืมพระในบ้าน กราบขอขมาสิ่งผิด

15 เมษายน 2561

เวียนมาอีกหนกับเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม

โดย เอกชัย จั่นทอง

เวียนมาอีกหนกับเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความโอบอ้อมอารีซึ่งกันและกันของคนในครอบครัว หลากชีวิตเรื่องราวคงแตกต่างกันไปตามชะตาฟ้ากำหนด เชื่อว่าใครหลายคนใช้ห้วงเวลานี้เสพความสุขสนุกสนาน บ้างเดินทางไปท่องเที่ยวต่างจังหวัดพักผ่อนสมองหลังโหมงานหนักมา บ้างทำอาหารทานกันในครอบครัวสุขไปอีกแบบ บ้างใช้โอกาสนี้นัดรวมญาติมิตรทุกหนแห่งมารวมตัวกันอย่างน้อยปีละครั้ง ทุกโอกาสทุกกิจกรรมช่วงเทศกาลล้วนสร้างสีสันความสุข

ในโอกาสเช่นนี้เลยรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่อาจลืมหรือขาดตกบกพร่องวัตรจำเป็นไป คือการ “กราบพระในบ้าน” พระในบ้านในที่นี้หมายถึงพ่อแม่ที่คอยประคองเลี้ยงดูชุบชีวิตจากเด็กตัวเล็กๆ ให้เติบโตเลี้ยงชีพได้ เอง วันนี้คนเหล่านั้นอาจรอพวกท่านอยู่ที่บ้านไม่สายที่ตอนนี้จะเดินทางไปหาหรือลุกขึ้นมาทำกิจกรรมกราบพระในบ้าน รดน้ำขอพรขอขมาสิ่งผิด ที่เราอาจล่วงเกินกระทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่ากาย วาจา และใจ

จึงทำให้นึกถึงคำพูดของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ที่เคยบรรยายธรรมหัวข้อ “พระอรหันต์อยู่ที่ไหน” ที่เปรียบเทียบพระในบ้านอย่างลึกซึ้งกินใจ ขอหยิบยกมาบางช่วงบางตอนว่า

ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า พระอรหันต์นั้นมี 2 ระดับ คือ พระอรหันต์ตัวจริง และพระอรหันต์เทียม ท่านได้เล่าเรื่องๆ หนึ่งให้ฟังว่า มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีอุปนิสัยชอบผู้วิเศษ ไม่ชอบคนธรรมดาๆ วันหนึ่งมีข่าวเล่าลือมาถึงหูเขาว่า บนยอดเขามีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลด และพระธุดงค์รูปนั้นมีสรรพคุณว่าเป็นพระอรหันต์ เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เข้าไปลาแม่ของเขาเพื่อขอไปหาพระธุดงค์รูปนั้น แม่ก็จัดกับข้าวกับปลาให้ลูกชาย ลูกชายเดินทาง 7 วันถึงยอดเขา เมื่อถึงยอดเขาก็ต้องรอคิวอีกครึ่งวัน เพราะมีคนรอที่จะพบกับพระอรหันต์จำนวนมาก ชายหนุ่มยิ่งเชื่อมั่นในตัวพระธุดงค์รูปนั้นมากขึ้น เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ชายหนุ่มได้คลานเข้าไปถามพระธุดงค์รูปนั้นว่าเป็นพระอรหันต์จริงหรือไม่

พระธุดงค์บอกว่า อาตมาไม่ใช่พระอรหันต์ แต่พอจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ เมื่อได้ยินดังนั้นก็สงสัยว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นพระอรหันต์ พระธุดงค์จึงบอกกับชายหนุ่มว่า ถ้ากลับบ้านแล้วไปเจอใครก็ตามที่มีลักษณะดังต่อไปนี้คือ

“สวมเสื้อข้างในกลับมาไว้ข้างนอก และสวมรองเท้ากลับข้าง ใครก็ตามที่มีลักษณะสองประการนี้ นั่นแหละคือพระอรหันต์ให้กราบได้เลย” จากนั้นชายหนุ่มลากลับบ้านเดินทางเป็นเวลา 7 วัน สรุปใช้เวลาเดินทางไปกลับ 2 อาทิตย์ ลูกคิดถึงแม่ แม่ก็คิดถึงลูก ต่างคนต่างคิดถึงซึ่งกันและกัน เมื่อชายหนุ่มกลับถึงบ้าน ก็พบกับแม่ที่ใส่เสื้อกลับด้าน สวมรองเท้ากลับข้าง เพราะด้วยความรีบมาหาลูกชาย เมื่อชายหนุ่มเห็นแม่อย่างนั้น ชายหนุ่มคนนั้นก็ได้ค้นพบว่า พระอรหันต์ที่แท้จริงคืออะไร

พระอรหันต์ตัวจริงจำพรรษาอยู่ในชายคาบ้านเดียวกันกับเรา น้อยคนนักที่จะรู้ ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราไม่รู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์จริง หรือพระอรหันต์เทียม ท่ามกลางความสับสนเรากลับเข้าบ้าน พ่อแม่ของเราท่านจำพรรษาอยู่ในชายคาบ้านเดียวกับเรา กลับไปกราบท่าน กลับไปปรนนิบัติท่าน ทางที่ดีควรดูแลพระทั้งสองฝั่ง ทั้งพระที่อยู่วัดและพระที่บ้าน พระที่บ้านเราก็ดูแลในฐานะที่เราเป็นลูก พระที่วัดก็ดูแลในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจว่าจะเจอพระอรหันต์จริง หรือพระอรหันต์เทียม ในกรณีที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเกิดไม่ใช่ตัวจริงขึ้นมา เพราะฉะนั้นชาวพุทธตัวจริงต้องรู้ว่าพระอรหันต์ที่แท้จริงนั้นมีลักษณะอย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืม ไม่มองข้ามพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเดียวกับเรา นั่นก็คือบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของเรานั่นเอง

ว.วชิรเมธี ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า กราบพระหมื่นองค์แสนองค์ แต่หากยังไม่เคยกราบพ่อกราบแม่ ก็เท่ากับว่าไม่มีคุณค่าอะไร และอย่าตีความตื้นๆ คำว่าการกราบ คือการกราบแทบเท้าเท่านั้น แต่กราบในที่นี้คือ การปรนนิบัติดูแลท่านด้วยความกตัญญู ใครทำได้อย่างนี้ ถือเป็นคนชั้นยอด และคนที่เรากราบก็เป็นคนชั้นยอดเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง