posttoday
มาตรการแก้จน หวังผลักดันสู่ประเทศมั่งคั่ง

มาตรการแก้จน หวังผลักดันสู่ประเทศมั่งคั่ง

14 เมษายน 2561

ในปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

โดย กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศมาตรการแก้จน ผ่าน “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือลงทะเบียนคนจน ตัวเลขรอบแรกปี 2559 มีผู้มาลงทะเบียน 8.3 ล้านคน รอบ 2 ปี 2560 ลงทะเบียนรวมกัน 14 ล้านคน และล่าสุดเมื่อต้นปี 2561 รัฐบาลจัดทำ “โครงการมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เปิดให้คนที่ลงทะเบียนคนจนไปสมัครเข้าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้มาลงทะเบียน 11.4 ล้านคน

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวต้องการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือมาตรการคนไทยไม่ทิ้งกัน โดยจะมีทีมหมอประชารัฐสุขใจ (ทีม ปรจ.) และผู้ดูแลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือทีมหมอประชารัฐสุขใจ (Account Officer : AO) ประมาณ 7,000 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสิน ได้ปฏิบัติงานสัมภาษณ์ข้อเท็จจริง สอบถามความประสงค์ของการพัฒนา แล้วทำการประเมิน วิเคราะห์ และให้คำแนะนำแผนพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตที่เหมาะสมแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เข้าร่วมงานเป็นรายบุคคล

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้นำนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านกว่า 1.8 แสนรายทั่วประเทศ เข้าร่วมทีมหมอประชารัฐสุขใจ ส่งลงพื้นที่ไปให้คำแนะนำแก่ผู้มีรายได้น้อยให้รู้ว่าจะฝึกอาชีพ หรือประกอบอาชีพอะไร
ที่เหมาะสม และต้องตามติดด้วยว่าผู้มีรายได้น้อยที่ผ่านการฝึกอาชีพ ประกอบอาชีพ และรับสินเชื่อไปแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะเริ่มนำผู้มีรายได้น้อยไปฝึกฝนอาชีพตั้งแต่เดือน เม.ย.นี้ โดยมีโครงการเพื่อรองรับมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการในทุกมิติรวมกว่า 34 โครงการ เช่น โครงการฝึกอาชีพเร่งด่วนอเนกประสงค์ (ช่างชุมชน) โดยกระทรวงแรงงาน โครงการมหาวิทยาลัยประชาชน โดยธนาคารออมสิน โครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่เกษตรกร ลูกค้าผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 โดย ธ.ก.ส. เป็นต้น

รวมทั้งได้เพิ่มวงเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดเพิ่ม เหมือนเป็นเบี้ยขยันเพื่อจูงใจให้ร่วมพัฒนาตัวเอง โดยผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท จะได้รับวงเงินเพิ่มอีก 200 บาท/คน/เดือน เป็นเดือนละ 500 บาท ส่วนผู้มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่น-1 แสนบาท ได้รับวงเงินเพิ่ม 100 บาท เป็น 300 บาท ไปจนถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 2561

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติงบประมาณ 3.56 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่าย 2,989 ล้านบาท งบประมาณเพื่อรองรับการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ไม่เกิน 1.88 หมื่นล้านบาท และงบประมาณสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อวัตถุดิบในร้านค้าประชารัฐ วงเงิน 1.38 หมื่นล้านบาท แต่หากใครที่ลงชื่อแล้วไม่มาอบรมหรืออบรมไม่ครบตามกำหนดจะถูกตัดเงินในบัตรตามจำนวนที่ได้รับเพิ่มโอนคืนรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุนให้ ธ.ก.ส. และออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปประกอบอาชีพ รวมถึงการปล่อยกู้เพื่อแก้หนี้นอกระบบ มียอดอนุมัติสินเชื่อรวมกันมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายจะมีคนหลุดพ้นจากความยากจนได้ 20-30% ของผู้มาลงทะเบียน 11.4 ล้านคน หรือประมาณ 2-3 ล้านคน ซึ่งถือว่าจะช่วยคนจนได้ครึ่งของจำนวนคนจนที่มาลงทะเบียนเมื่อปี 2560 ในจำนวนนี้มีที่แจ้งว่ามีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี ถือว่าต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งมีอยู่จำนวนราว 5.3 ล้านคน

จึงเชื่อว่ามาตรการแก้จนฉบับ คสช.ครั้งนี้ จะช่วยประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยได้รับโอกาสทั้ง 4 มิติ ได้แก่ การมีงานทำ การฝึกอาชีพและการศึกษา การเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ช่วยให้ประเทศไทยค่อยหลุดพ้นจากประเทศยากจน เพื่อก้าวสู่ประเทศมั่งคั่งตามที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท