
ระบบและความอยู่รอด
สนามสอบระดับชาติของเยาวชนและหนูๆ เพิ่งเสร็จลง เห็นภาพข่าวเด็ก ป.6
โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
สนามสอบระดับชาติของเยาวชนและหนูๆ เพิ่งเสร็จลง เห็นภาพข่าวเด็ก ป.6 จำนวนมาก สอบเข้าโรงเรียนดังเพื่อเข้าเรียน ม.1 ให้เป็นไปตามฝันก็เหนื่อยใจ แม้จะเป็นระบบการสอบคัดเลือกปกติที่มีมาช้านาน แต่ภาพที่หนักใจไม่น้อยก็คือ เด็กเล็กวัย 5-6 ขวบ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เต็มร้อย จับดินสอยังไม่ถนัด ก็ต้องตบเท้าเข้าร่วมเป็นกองทัพออกรบในสงครามเอนทรานซ์อย่างคร่ำเครียดด้วย
เรื่องเด็กสอบเข้าเรียน ป.1 แม้ไม่ได้บังคับกับทุกคน เป็นเรื่องความสมัครใจของพ่อแม่เอง หากอยากจะเข้าโรงเรียนดังในเครือสาธิตที่ว่ากันว่า ระบบการเรียนการสอนดี ก็ต้องแย่งชิงเก้าอี้ในสัดส่วนที่สูงถึง 25-30 ต่อ 1
เกือบทุกปีมีเจ้าหนูเข้าสอบโรงเรียนดัง เช่น สาธิตเกษตรฯ สาธิตจุฬาฯ สาธิตประสานมิตรฯ เกือบหมื่นคน แต่รับน้อยนิดเพียง 400 คนเท่านั้น ช่างโหดร้ายพอๆ กับเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันรุนแรงไม่น้อย เพราะมีเด็กหรือครอบครัวที่ต้องผิดหวังเกือบ 90% จากที่สอบไม่ติด เด็กที่สอบติด ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เรียนติวในโรงเรียนกวดวิชา ราคาตั้งแต่หลักหมื่นยันเกือบแสนต่อปี
ผลจากการเตรียมตัวสอบที่หนักหน่วง เด็กหลายคนที่พ่อแม่พาเข้าโรงเรียนกวดวิชาต้องมาตกม้าตายก่อนเพราะเรียนไม่ไหว อีกหลายรายพ่อแม่ให้เจ้าหนูลาเรียนที่โรงเรียนประจำเพราะคิดว่า โรงเรียนไม่ตอบโจทย์ สู้เอาเวลาไปติวข้างนอกดีกว่าจะได้สอบเข้า ป.1 ผลหนักๆ ในทางการแพทย์บอกว่า สมองวัยนี้กำลังเติบโต หากเด็กเน้นท่องจำมากเกินไปจะไปบดบัง จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเด็กๆ ไป
ที่แย่กว่านั้น บางครอบครัว เจ้าหนูเกิดการแอนตี้ต่อต้านพานเกลียดการเรียนไปแต่เล็กเพราะถูกกดดันให้เรียนหนัก ทั้งที่อยู่ในวัยเล่น สนุก เรียนรู้โลกกว้าง บางครอบครัวพ่อแม่ทะเลาะกัน เพราะลูกไม่ทำตามที่พ่อแม่วาดฝันอนาคตที่ดีไว้ให้ สุดท้ายเด็กถูกทำลาย บางครอบครัวต้องไปทำงานเสริมหาเงินพิเศษให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ ราคาแพง สองภาษา ติวเข้มอย่างเอกอุ เพราะเชื่อว่า หากลูกมีความรู้มากๆ จะเป็นแนวทางที่อยู่รอดในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงแต่กลับลืมอยู่ใกล้ชิดลูก
สิ่งสำคัญ ปมด้อยในอดีตของพ่อแม่ที่เคยเกเร ไม่ตั้งใจเรียน ไม่เก่งภาษา สอบไม่ผ่านสมัยเรียน เลยยัดทุกอย่างให้ลูกเพื่อชดเชยความล้มเหลวของพ่อแม่ โดยหารู้ไม่ว่า ลูกก็คือ ยีนพฤติกรรมที่ถ่ายทอดมาจากตัวเรา จึงเกิดปัญหากำลังสองหนักกว่าพ่อแม่เคยเป็น
สังคมปัจจุบัน การแข่งขันรุนแรง ช่องทางทำมาหากินเบียดเสียดจนแทบไม่มีรูหายใจ เต็มไปด้วยการแย่งชิง ดูดทรัพยากร หลักสูตรต่างๆ ถูกงัดมาเร่ขายฟุ้งเฟ้อมากมาย การขายของออนไลน์สารพัดวิธี ศิลปะการพูดเพื่อเป็นนักขาย ไม่เฉพาะผู้ใหญ่ คนทำงาน แต่องค์ความรู้ฉบับจิ๋วก็มีกลาดเกลื่อน พ่อแม่สมัยใหม่มีความกลัว จากความไม่แน่นอนในโลกที่เปลี่ยนเร็ว จึงหวังให้ลูกหลานมีความรู้และความสามารถครบเครื่อง จึงเสริมทักษะให้ลูกเป็น “เด็กอัจฉริยะ” ในทุกหลักสูตรที่โฆษณา การขายของก็มีความละเอียด เจาะตลาดลึกขึ้น เช่น หลักสูตรดนตรียอดฮิต ปัจจุบันไม่ใช่มีให้เลือกเฉพาะเล่นเปียโน แต่มีสารพัดตั้งแต่กลองชุด ไวโอลิน ร้องเพลง อูคูเลเล่ย์ กีตาร์ไฟฟ้า เชลโล สกิลกีฬาก็มีมากกว่าฟุตบอล เช่น ว่ายน้ำ โยคะ บาสเกตบอล เทควันโด บัลเล่ย์
ใครจะไปแนววิชาการ คณิตศาสตร์ มีหลักสูตรคิดแบบจินตคณิต สถาบันคุมอง วางพื้นฐานให้คิดเลขเร็ว หรือ งานศิลปะสำหรับเด็กอายุ 3-5 ขวบ ให้ฝึกสมาธิและกล้ามเนื้อมัดเล็กในการทำงาน พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ สอนการปั้น วาด ระบายสี
การให้เจ้าหนูเรียนเสริมทักษะที่กล่าวมา ตอบโจทย์พ่อแม่ในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเรียนภาษาอังกฤษที่มีหลากหลาย แต่ที่มาแรงคือ เรียนภาษาจีนฉบับตัวจิ๋ว สมัยนี้ต้องเรียน 2-3 ภาษาถึงจะเข้าเทรนด์ พ่อแม่ครอบครัวที่รวยมีเงินก็ไม่ง้อโรงเรียนในไทย ส่งออกลูกไปเรียนต่างประเทศเอาสำเนียงให้เป๊ะ กลุ่มที่มีเงินพอมีจะกิน ก็ให้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ในไทย น้อยลงมาอีกนิดก็หลักสูตร Ep เหยียบแสนต่อปี ช่างต่างจากสมัย 50 ปีก่อน ที่ไม่ต้องอะไรขนาดนี้
อย่างว่า ครอบครัวที่มีรายได้ย่อมมีโอกาสส่งเสียบุตรหลานให้ติดอาวุธได้ครบมากกว่า แต่ครอบครัวที่ขาดโอกาสนี่ซิ ไม่ได้รับการพัฒนา ดูแลอย่างทั่วถึง เพราะระบบการศึกษาบ้านเราที่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง คุณภาพการศึกษาของไทยยังมีปัญหา ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกระทรวง ครูรุ่นปัจจุบันก็ได้เงินเดือนมากกว่าอดีต ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้เด็ก นักเรียน หรือนักศึกษา ยังไม่สามารถพึ่งพาระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันได้อย่างที่คาดหวัง
ว่ากันว่า ระบบการศึกษาของไทย อุดมไปด้วยการสอบ ทั้งสอบย่อย สอบรายวิชา ปีละ 32 ครั้ง สอบตัดเกรด สอบปลายภาค สอบวัดความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ หรือโอเน็ต สอบเอ็นทีระดับชาติ สอบพีซ่า วัดผลนานาชาติ หรือการสอบ แกตและแพต วัดความถนัดทั่วไป ฯลฯ
คำถามที่ดังกังวาน เด็กไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่เจ้าหนูฟันน้ำนม ยันเยาวชนแว่นหนา รับภาระจากการเรียนและการสอบมากเกินไปหรือไม่ หลายเสียงสะท้อนว่า เด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลกแต่มีความสุขในการเรียนน้อย เกิดความเครียด กดดัน พฤติกรรมเบี่ยงเบน ที่สำคัญ ไม่สามารถนำความรู้จากการเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงสะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษายังไม่เกิดประสิทธิผล แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์จากความล้มเหลวของระบบการศึกษาก็คือ โรงเรียนกวดวิชาจำนวนมาก
ในยุคที่สถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นตั้งแต่โรงเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ถูกท้าทายจากโลกที่หมุนเร็ว องค์ความรู้ฟรี ไหลบ่ามหาศาล ระบบการศึกษาของไทยจำเป็นต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน นอกจากลดความเหลื่อมล้ำเพื่อคนยากไร้และยกคุณภาพการศึกษา ยังต้องตามให้ทันกับเทคโนโลยี และหนีออกจากคำเย้ยหยันที่ว่า “เรียนเพื่อรูทีน แต่เอาไปใช้ชีวิตจริงไม่ได้”







