
เฟซบุ๊กยอมคุมข้อมูลผู้ใช้
เฟซบุ๊กยอมหนุนเพิ่มกฎคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ หวั่นรัฐออกกฎดูแลความปลอดภัยข้อมูลยาก
เฟซบุ๊กยอมหนุนเพิ่มกฎคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ หวั่นรัฐออกกฎดูแลความปลอดภัยข้อมูลยาก
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเฟซบุ๊ก อิงค์ รับปากว่าพร้อมน้อมรับและปฏิบัติตามกฎควบคุมความปลอดภัยข้อมูลของผู้ใช้ ระหว่างการขึ้นชี้แจงต่อสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 10-11 เม.ย. กรณีข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊ก 87 ล้านคน รั่วไหลไปถึงบริษัท เคมบริดจ์ อนาลิติกา ในอังกฤษ จนปลุกกระแสเรียกร้องการเพิ่มความเข้มงวดในกฎคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้
“ความจำเป็นในการมีกฎควบคุมข้อมูลผู้ใช้นั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พวกคุณ (รัฐบาลสหรัฐ) ก็ต้องมีความระมัดระวังในการออกกฎเหล่านั้นด้วยเช่นกัน” ซัคเกอร์เบิร์ก กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังไม่ได้ระบุว่า สภาคองเกรสจะมีมาตรการควบคุมความปลอดภัยข้อมูลผู้ใช้เพิ่มเติมอย่างไร โดยนิวยอร์กไทมส์รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐอาจออกมาตรการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีที่เก็บข้อมูลผู้ใช้ได้ยาก เนื่องจากมาตรการใหม่เสี่ยงละเมิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐ ที่ห้ามให้ออกกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และอาจส่งผลกระทบ ต่อการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ของบรรดาบริษัทเทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า บรรดาบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มความเข้มงวดกฎควบคุมข้อมูลผู้ใช้ โดย ไมเคิล เบกเคอร์แมน ประธานกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ อินเทอร์เน็ต แอสโซซิเอชั่น ในสหรัฐระบุว่า รัฐบาลสหรัฐและทั่วโลกมีกฎควบคุมกลุ่มผู้ให้บริการในอินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่องค์กรจะร่วมมือกับรัฐบาลในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภค
ทั้งนี้ กรณีข้อมูลรั่วไหลของเฟซบุ๊กยังส่งผลกระทบไปยังโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดย แอนเดรีย เยลินิก ประธานฝ่ายคุ้มครองข้อมูลผู้บริโภคของสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า เตรียมสืบสวนกรณีโซเชียลมีเดียหลายบริษัทอาจเก็บเกี่ยวข้อมูลผู้ใช้ เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์และการเมือง
ด้านโฆษกของแอพพลิเคชั่นแชร์รูปภาพ อินสตาแกรม ในเครือเฟซบุ๊ก กล่าวว่า เตรียมเปิดให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลที่ผู้ใช้แชร์ลงแพลตฟอร์ม อาทิ รูปภาพ วิดีโอ และข้อความ แต่ไม่ได้ระบุเวลาที่จะเริ่มให้ดาวน์โหลด โดย เทคครันช์ เว็บไซต์ข่าวสารเทคโนโลยี ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการทำตามกฎคุมเข้มความปลอดภัยของข้อมูลฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.







