
งานเอ็นจีโอคืองานที่ทำด้วยใจ
เมื่อผมไปบรรยายให้ฝ่ายราชการฟัง มักจะได้ยินเสียงตำหนิอยู่บ่อยครั้งว่า เอ็นจีโอชอบอ้างว่าทำเพื่อผู้ทุกข์ยากหรือผู้ด้อยโอกาส
โดย โคทม อารียา
เมื่อผมไปบรรยายให้ฝ่ายราชการฟัง มักจะได้ยินเสียงตำหนิอยู่บ่อยครั้งว่า เอ็นจีโอชอบอ้างว่าทำเพื่อผู้ทุกข์ยากหรือผู้ด้อยโอกาส แต่ก็ชอบออกมาขัดคอการทำงานพัฒนาของภาครัฐ มาขัดขวางโครงการดีๆ ของภาครัฐหรือภาคทุน ตัวอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีเช่น คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างที่ อ.เทพา จ.สงขลา
ข้าราชการบางคนบอกผมว่าพวกเขาพยายามทำความเข้าใจกับการกระทำของเอ็นจีโอ แต่ทำอย่างไรก็ไม่เข้าใจ เลยทึกทักเอาว่าต้องมีผลประโยชน์แอบแฝง มีเจตนาซ่อนเร้น แล้วปักใจเชื่อว่า เจตนาคือทำเพื่อตนเองมิใช่เพื่อส่วนรวมดังที่อ้าง นั่นคือเอ็นจีโอมีผลประโยชน์โดยเอาเงินที่ได้รับจากแหล่งทุนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ แล้วเอาส่วนหนึ่งมาเข้ากระเป๋าตนเองอีกต่างหาก
ผมพยายามขอให้ผู้กล่าวโทษเอ็นจีโอ ช่วยยกตัวอย่างว่ามีนักกิจกรรมเพื่อสังคมคนใดบ้างที่ส่อทุจริต หรือร่ำรวยผิดปกติ อันที่จริง ผมว่ามีข้าราชการบางคนที่ร่ำรวยอย่างน่าสงสัย เรียกว่ารวยผิดปกติ ส่วนนักธุรกิจหลายคนก็ได้รับประโยชน์มหาศาลจากการประมูลหรือรับสัมปทานจากโครงการของรัฐ ทำกำไรแล้วเอาเงินกลับมาลงทุนใหม่จนทำกำไรแบบทวีคูณไปเรื่อยๆ จึงมีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่ยึดกุมกิจการทางธุรกิจสารพัดด้าน บางด้านก็สามารถทำธุรกิจกึ่งผูกขาด ซึ่งรัฐก็พลอยเห็นดีงามไปด้วย เพราะช่วยทำให้ตัวเลข
ดีพีสูงขึ้น ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกันกับเอ็นจีโอแล้ว ผมคิดว่าหลายวงการมีผู้ร่ำรวยผิดปกติ ส่วนในวงการเอ็นจีโอนั้น ผมเห็นคนที่มีความคิดอ่าน มีความรู้ความสามารถหลายต่อหลายคน แต่ไม่มีใครร่ำรวยอย่างผิดสังเกต หากจะยากจนผิดปกติเสียมากกว่า
แม้ผมจะอรรถาธิบาย ยกกรณีตัวอย่าง หรือเสนอข้อมูลข้อเท็จริงสักเท่าใด ผมยังรู้สึกว่าไม่สามารถสื่อสารให้ผู้ฟังคล้อยตามได้ เขาก็ยังมองเอ็นจีโอไปในทางร้ายอยู่ดี จริงอยู่ คนเราย่อมคิดไม่เหมือนกัน ทุกคนย่อมมีอคติมากบ้างน้อยบ้าง ถ้าเราถือว่าเรื่องหนึ่งเป็นอคติ เช่น อคติต่อ เอ็นจีโอ ต่อคนรักร่วมเพศ ต่อไพร่ ต่อผู้ลี้ภัย ฯลฯ คนอื่นเขาไม่ถือเช่นนั้น คำถามก็คือว่า เราควรมีความทนกันได้ต่อสิ่งที่เราคิดว่าเป็นอคติได้มากน้อยเพียงใด เราจะสื่อสารอย่างไรหรือเลิกสื่อสารไปเลยกับคนที่เราเห็นว่ามีอคติร้ายแรง
ผมได้รับความกระจ่างบางประการจากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่นำศาสตร์การรู้คิด มาใช้อธิบายการเมืองอเมริกาที่แบ่งเป็นพรรครีพับลิกันที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม กับพรรคเดโมแครตที่มีแนวคิดก้าวหน้า ผู้เขียนอุปมาว่าชาติเป็นเหมือนครอบครัว ชาวอนุรักษนิยมมักเชื่อว่าครอบครัวควรอยู่ในการควบคุมของคุณพ่อเจ้าระเบียบ ที่มีคติว่ารักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี เพื่อลูกจะได้รู้จักจำแนกชั่วดี การลงโทษเมื่อเด็กทำผิดก็จะทำให้เขาเป็นเด็กดี มีวินัย ต่อไปก็สมควรได้รับมอบหมายให้เอาทรัพยากรต่างๆ มาใช้ รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่พระเจ้าทรงประทานแก่มนุษย์ ส่วนผู้ที่มีหัวก้าวหน้ามักเชื่อว่าพ่อแม่ควรช่วยกันห่วงใยและดูแลลูก โดยทำตัวให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างว่าพ่อแม่ดูแลตนเอง ดูแลลูกและผู้อื่นในสังคมอย่างไร
ผู้ที่มีกรอบคิดเชิงอนุรักษ์จะปฏิเสธหรือปัดข้อเท็จจริงที่ไม่เข้ากับกรอบคิดของตนให้ตกไป เช่น พวกเขามีกรอบคิดว่ายิ่งลงโทษหนักคนก็จะยิ่งกลัวไม่กล้าทำผิด ถ้าเราเสนอข้อเท็จจริงว่า เป็นเวลานับสิบที่มีการลงโทษผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยให้ต้องติดคุก และหลายครั้งก็ยกเว้นไม่ยอมให้อภัยโทษนั้น ทำให้คุกเนืองแน่นด้วยนักโทษยาเสพติด ซึ่งหลายคนคือผู้เสพที่ผลักตนเองหรือถูกผลักให้เป็นผู้ค้าเพราะไม่เงินที่จะหาซื้อยามาเสพเอง หรือถ้าเราเสนอข้อเท็จจริงว่า กว่าร้อยประเทศที่ยกเลิกโทษประหาร สถิติการทำผิดทางอาญาอย่างร้ายแรงก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่ประการใด หรือถ้าเราเสนอข้อเท็จจริงว่าประเทศญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่าไทยประมาณสองเท่า มีตำรวจน้อยกว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่มีสถิติอาชญากรรมที่น้อยกว่าประเทศไทยหลายเท่า ซึ่งแสดงว่าการเสนอให้เพิ่มจำนวนตำรวจหรือให้มีตำรวจเกณฑ์มาช่วยงานตำรวจนั้น ไม่น่าจะช่วยลดอาชญากรรมในประเทศ การให้ข้อมูลในตัวอย่างข้างต้นนี้จะถูกปัดทิ้งไปโดยชาวอนุรักษนิยม เพราะไม่เข้ากับกรอบคิดของพวกเขา
ในทำนองเดียวกัน ชาวอนุรักษนิยมก็ยากที่จะเข้าใจเอ็นจีโอ เพราะนักกิจกรรมของเอ็นจีโอมักมีกรอบคิดเชิงก้าวหน้า คือกรอบคิดของความห่วงใยและการดูแล ทั้งต่อเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ พวกเขาเลือกมาเป็นนักกิจกรรมมิใช่เพราะจนปัญญาที่จะประกอบอาชีพอื่น บางคนมีอาชีพการงานในระบบราชการหรือในงานเอกชนอยู่แล้ว แต่ด้วยใจรักหรือใจสมัคร เขาก็มาทำกิจกรรมเพื่อสังคมในฐานะอาสาสมัครเท่าที่พอจะอุทิศเวลาให้ได้ บางคนตั้งแต่เรียนจบมาก็เลือกที่จะเป็น “อาสาสมัครเพื่อสังคม” จนตลอดชีวิต
ผมขอยกตัวอย่างคุณราณี หัสสรังสี ที่เลือกสอบเข้าเรียนคณะประวัติศาสตร์ มศว ประสานมิตรเพราะเป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน และเลือกเรียนที่นี่เพื่อหวังทำกิจกรรมต่อ พอเรียนจบก็สมัครเป็นอาสาสมัครรุ่นที่ 1 ของโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม ซึ่งเริ่มก่อตั้งในปี 2523 โดยองค์กรพัฒนาสังคม 19 องค์กร และมีสำนักงานแห่งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนที่จะแยกออกมาตั้งเป็นมูลนิธิในปี 2529 และยังดำเนินการรับคนหนุ่มสาวเข้าเป็นอาสาสมัครจนทุกวันนี้ ต่อมาคุณราณีหรือสุยได้มาทำงานในคณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา (ผสพ.) นับสิบปี แล้วมาเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ และทำงานด้านอื่นๆ อีกหลายงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข ด้านพัฒนาชนบทโดยเดินทางไปเกือบทั่วประเทศ ระยะหลัง สุยมาจับงานด้านผู้หญิง ด้านเศรษฐกิจมหภาค และงานวิชาการในคณะทำงานวาระทางสังคม พอเกิดเหตุการณ์รุนแรงในชายแดนใต้ สุยก็ไปศึกษาบทบาทผู้หญิงและวิถีชาวบ้านที่นั่น สำหรับงานวิชาการชิ้นสุดท้ายที่ตีพิมพ์ในปีนี้ สุยตั้งชื่อว่า “สตรีนิเวศนิยม กับความเคลื่อนไหวในสังคมไทย” ตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กถึงวัยเกษียณ สุยไม่เคยทิ้งแนวทางแห่งความห่วงใยในชีวิตของเพื่อนมนุษย์และในธรรมชาติ บัดนี้ เธอได้จากแวดวงเอ็นจีโอไปแล้ว เหลือไว้แต่แบบอย่างที่ดีของผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่อสังคม







