
ยกเลิกค่าธรรมเนียม แต่กำไรเพิ่ม แปลกแต่จริง
ผู้อ่านหลายท่านคงได้เห็นรถไฟเหาะที่เรียกว่า SET Index วิ่งลงมาจากระดับ 1,800 จุด
โดย ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข
ผู้อ่านหลายท่านคงได้เห็นรถไฟเหาะที่เรียกว่า SET Index วิ่งลงมาจากระดับ 1,800 จุด ในช่วงอาทิตย์ที่แล้ว หลายท่านที่นั่งอยู่บนรถไฟคงตกใจไม่ใช่น้อยเพราะขาขึ้นยังสนุกอยู่ดีๆ พอขาลงมันเสียวสันหลังไปหมด ขนาดผู้เขียนเป็นแค่คนดูอยู่จากข้างล่างยังเสียวแทน เพราะจู่ๆ SET Index ก็ร่วงลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย อาจเป็นเพราะหลายๆ ปัจจัย บ้างก็ว่าเป็นเพราะหุ้นกลุ่มแบงก์ที่ปรับตัวลดลง เพราะมีการประกาศจากธนาคารใหญ่หลายแห่งว่ายกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม การทำธุรกรรม เมื่อผู้ใช้ทำผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต บ้างก็ว่าเป็นเพราะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนไปกดดันตลาด ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก
เอาเป็นว่าอาทิตย์นี้ ผู้เขียนจะพูดคุยเรื่องการยกเลิกค่าธรรมเนียมของกลุ่มแบงก์ก่อน จริงๆ แล้วธนาคารทหารไทย (TMB) เป็นแบงก์แรกๆ ที่ให้ทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้แบบฟรีๆ ทั้งโอน ถอน จ่าย ซึ่งความตั้งใจของ TMB นั้นต้องการสร้างฐานลูกค้าเพื่อแข่งกับแบงก์ใหญ่ๆ และทำให้ธนาคารสามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าได้ (Customer Profile) เพื่อให้ธนาคารสามารถสร้างโอกาสในการขายโปรดักต์อื่นๆ ให้แก่ลูกค้าเหล่านี้ (Cross Selling) แต่คำว่าฟรีของ TMB นั้นยังมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนอื่นๆ อีก ทำให้สร้างฐานลูกค้าได้ไม่มากเท่าที่ควร และยังติดที่ลูกค้าส่วนใหญ่ในประเทศยังเดินบัญชีกับธนาคารใหญ่ๆ เช่น BBL KBANK และ SCB อยู่และยากที่จะเปลี่ยนบัญชีที่เดินอยู่ประจำ
แต่เมื่อ TMB ออกโปรดักต์แบบนี้มาตั้งนานแล้ว ทำไมจู่ๆ แบงก์ใหญ่จึงพร้อมใจกันยกเลิกค่าธรรมเนียมได้ ต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้กลุ่มแบงก์คิดและวางแผนกันมานานแล้ว เพราะการมาของ Fintech ดังที่ผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังในครั้งก่อนๆ นั้น ทำให้การทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ตง่ายและสะดวกมาก ยกตัวอย่างเช่น Alipay ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายเงินใน 7-Eleven มาสักพักหนึ่งแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของ e-Wallet ที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน ซึ่งทำให้คนจีนหันมาใช้ช่องทางนี้ในการทำธุรกรรมแทนธนาคารกันหมด แถมยังสามารถใช้ในต่างประเทศได้ ทำให้ไม่ต้องยุ่งยากแลกเงินสดพกติดตัวกันมาเหมือนแต่ก่อน ปลอดภัยจากการถูกโจรกรรม ไม่ต้องไปเสี่ยงแลกกลับเมื่อใช้เงินสดไม่หมดเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนไม่ดี และไม่ต้องกลัวว่าแลกเงินมาไม่พอใช้ และนี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของ Fintech ซึ่งใครจะรู้อีกหน่อยอาจมีการพัฒนาอะไรที่ล้ำสมัยกว่านี้และทำให้การทำธุรกรรมแบบปกติดูโบราณไปเลย และยังสามารถพัฒนาโปรดักต์ที่คล้ายคลึงกลับแบงก์ได้อีก เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล กองทุนที่ไม่ได้บริหารโดยแบงก์ก็อาจจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านแอพพลิเคชั่น เป็นต้น
พอกลุ่มแบงก์เห็นแบบนี้ คงตีความได้ว่านี่เป็นสัญญาณเตือนภัย ถ้าไม่ขยับอะไรสักอย่าง ฐานลูกค้าที่ใช้เวลาสร้างมาหลายสิบปีคงหายไปกับตา และแบงก์คงเป็นได้แต่สถาบันการเงินที่ไว้แค่ออมเงินเท่านั้น ถ้าเวลานั้นมาถึง รายได้จากการ Cross Selling มันมากกว่าค่าธรรมเนียมที่ยกเลิกไปมากมายนัก และฐานลูกค้าที่สูญเสียไปมันจะสร้างความเสียหายต่อไปอีกนับไม่ถ้วน เพราะการรักษาลูกค้าเดิมนั้นใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการสร้างลูกค้าใหม่เสมอ
อีกเรื่องคือการที่แบงก์ชาติออกกฎให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศดำรงอัตรา Net Stable Funding Ratio (NSFR) เกินกว่า 100% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ แต่ถ้าจะให้ผู้เขียนอธิบายว่า NSFR คืออะไรคงต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดของบทความนี้ ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเงินฝากของบุคคลมีช่วยให้อัตรา NSFR ดีขึ้น การที่แบงก์ยอมสละค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาฐานเงินฝากบุคคลไว้มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะถูกกว่าการที่ธนาคารต้องไปใช้วิธีอื่นในการปรับปรุงอัตรา NSFR เช่น การออกหุ้นกู้ เป็นต้น
ดังนั้นกลุ่มแบงก์ใหญ่จึงตกลงปลงใจกันยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมที่ทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ซะเลย ยอมทิ้งรายได้ส่วนน้อยเพื่อรักษารายได้ส่วนใหญ่และฐานที่มั่นไว้ อย่างน้อยยังไปหวังน้ำบ่อหน้าได้ เพราะยังมีแรงเดินถึง
คราวนี้โครงสร้างรายได้ของกลุ่มแบงก์คงต้องมาออกแบบกันใหม่ (Re-Modelling) ว่าแบบไหนเหมาะกับแบงก์ของตนมากที่สุด ซึ่งรวมถึงการลดต้นทุน เช่น ลดสาขาและพนักงานลงตามแบงก์ใหญ่บางแห่งที่ประกาศมาก่อนหน้าสักพักแล้ว เพราะต้นทุนหลักของทุกธนาคารคือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุคลากร เผลอๆ กลุ่มแบงก์จะมีกำไรมากกว่าแต่ก่อนเสียอีก หลังจากกการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เพราะอาจจะทำให้การทำงานในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง พูดง่ายๆ คือแข็งแรงขึ้น ผอมลง และวิ่งได้เร็วขึ้นเพราะน้ำหนักน้อยลง สามารถต้านทานการมาของกลุ่ม Fintech ได้ดีขึ้น เพราะลูกค้าสามารถใช้บริการได้ฟรี ทำให้กลุ่ม Fintech ในไทยถ้าคิดจะมาแข่งกับแบงก์ในโมเดลธุรกิจคล้ายๆ กันอาจจะเหนื่อยกว่าแต่ก่อนแน่ๆ
นี่คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีของกลุ่มแบงก์ในรูปแบบหนึ่ง เพราะหากไม่พร้อมใจกันปรับตัวแล้ว วันอวสานของหนังเรื่องนี้คงมาถึงในเร็ววันนี้แน่ๆ เพราะไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา







