
อาหรับมุ่งสู่การสร้างนวัตกรรม
ปัจจุบันนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
ปัจจุบันนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เนื่องจากสินค้านวัตกรรมนั้นตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ครอบคลุมแทบทุกด้าน จึงช่วยยกระดับรายได้ของเจ้าของนวัตกรรมให้มากขึ้นด้วย เห็นได้ว่าประเทศที่มีรายได้สูงล้วนเป็นเจ้านวัตกรรมทั้งสิ้น เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี ด้วยเหตุนี้ประเทศต่างๆ จึงมุ่งหน้าพัฒนานวัตกรรมให้เร็วที่สุด รวมถึงประเทศในตะวันออกกลางเองก็กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศเจ้านวัตกรรมเช่นกัน
ในอดีตกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council) หรือกลุ่มประเทศ GCC ร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะครอบครองแหล่งพลังงานสำคัญของโลกไว้ นั่นคือน้ำมันดิบปริมาณมหาศาล ทะเลทรายที่เคยว่างเปล่าจึงถูกแทนที่ด้วยตึกสูงระฟ้าได้ในเวลาไม่ถึงศตวรรษ แต่ในปัจจุบันพลังงานทางเลือกอื่นๆ เริ่มเข้ามาแทนที่น้ำมันมากขึ้น ดังที่ทราบกันว่ายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเริ่มมีประสิทธิภาพและราคาที่แข่งขันกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันได้อย่างสูสี น้ำมันจึงมีราคาลดน้อยลงตามเวลาที่ผ่านไป แน่นอนว่าผู้นำประเทศ GCC ย่อมทราบถึงแนวโน้มดังกล่าว จึงปรับตัวเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันลง โดยประเทศที่โดดเด่นที่สุดคือ ซาอุดิอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เศรษฐกิจซาอุดิอาระเบีย พึ่งพาน้ำมันดิบมาก เฉลี่ยร้อยละ 87 ของที่มางบประมาณประเทศ ร้อยละ 90 ของมูลค่าการส่งออก และร้อยละ 40 ของจีดีพี ล้วนมาจากการค้าน้ำมันทั้งสิ้น หากราคาน้ำมันลดลงย่อมส่งผลกระทบต่องบประมาณของประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาซาอุดิ อาระเบียได้มอบสวัสดิการอย่างดีเยี่ยมแก่ประชาชนโดยแทบไม่มีการเก็บภาษี หากงบประมาณลดน้อยลงจนไม่สามารถจัดสวัสดิการที่ประชาชนพึงพอใจได้ก็อาจนำมาสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองด้วย ฉะนั้นการปรับตัวเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอดของประเทศ รัฐบาลซาอุดิอาระเบียจึงประกาศแผนยุทธศาสตร์ “Vision 2030” ที่มุ่งให้เศรษฐกิจของตนมีความหลากหลายบนฐานของนวัตกรรมเพื่อพึ่งพาน้ำมันให้น้อยที่สุด เช่น การสร้างมหาวิทยาลัย King Abdullah University of Science and Technology ซึ่งรวบรวมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลก การปฏิรูประบบพลังงานสู่การผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ตลอดปี โดยคาดว่าหากการปฏิรูปเป็นไปตามแผน มูลค่าการส่งออกที่ไม่ใช่น้ำมันจะเพิ่มจากร้อยละ 16 ของ GDP ในปี 2016 สู่ร้อยละ 50 ของ GDP ในปี 2030 และรายได้ของรัฐที่ไม่ได้มาจากกิจการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นจาก 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2016 สู่ 2.5 แสนล้านดอลาร์ ในปี 2030
ส่วน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี แม้ในปัจจุบันกิจกรรมที่ไม่ใช่น้ำมันจะมีส่วนมากถึงร้อยละ 70 ของจีดีพีแล้ว แต่ก็ยังมีแผนที่จะเพิ่มให้ถึงร้อยละ 80 ในปี 2021 ภายใต้ชื่อยุทธศาสตร์ “Vision 2021” ที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยการวิจัยและสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นความริเริ่มกว่าร้อยโครงการที่จะครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา พลังงาน การคมนาคม การจัดการน้ำ และเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยเงินลงทุนจากภาครัฐกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ เดือน ก.พ.ที่ผ่านมาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผยโฉมยาน Hyperloop ต้นแบบที่สามารถเดินทางระหว่างเมืองดูไบและอาบูดาบี ระยะทางราว 120 กิโลเมตร ในเวลาเพียง 12 นาที คาดว่าสามารถให้บริการได้จริงในปี 2020 วิสัยทัศน์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังก้าวไกลไปสู่ภารกิจในอวกาศ ตามแผนแล้ว ในปี 2020 จะสามารถส่งยานอวกาศที่สร้างขึ้นเองในประเทศไปยังดาวอังคารได้เป็นประเทศที่ 5 ถัดจากสหรัฐ รัสเซีย สหภาพยุโรป และอินเดีย และจะสามารถเริ่มปฏิบัติภารกิจสำรวจดาวอังคารในปี 2021 ฉลองวาระก่อตั้งประเทศครบ 50 ปี โดยก่อนหน้านี้มีดาวเทียมที่สร้างโดยชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว 3 ดวง
เห็นประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับมุ่งสู่นวัตกรรมแข็งขันเช่นนี้ ต้องติดตามว่า “ไทยแลนด์ 4.0” ของเราจะคืบหน้าเป็นรูปธรรมได้เมื่อใด







