posttoday
เศรษฐกิจสะดุด ติดหล่มปฏิรูปไม่คืบ

เศรษฐกิจสะดุด ติดหล่มปฏิรูปไม่คืบ

13 เมษายน 2561

แม้ว่ารายงานเศรษฐกิจล่าสุดของธนาคารโลก จะคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัวได้ 4.1%

โดยเกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่ารายงานเศรษฐกิจล่าสุดของธนาคารโลก จะคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะขยายตัวได้ 4.1% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่า 4% สอดคล้องกับธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4%

ทั้งธนาคารโลกและเอดีบีประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2561 ในทิศทางเดียวกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ล้วนแล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากกว่า 4%

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีบางแห่งที่มองต่าง เช่น สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวลดลงเหลือ 3.7% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4% เนื่องจากการเลื่อนเลือกตั้งของรัฐบาลจากปีนี้ไปเป็นปีหน้า ทำให้นักลงทุนรอความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่

สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี มองว่าโอกาสที่จะได้เห็นเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้มากกว่า 4% ตามที่หลายแห่งประเมินไว้มีตัวแปรที่สำคัญ คือ รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนและผู้บริโภคภาคเอกชนว่านโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลนี้ดำเนินการอยู่จะได้รับการสานต่อจากรัฐบาลใหม่โดยไม่หยุดชะงัก

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งกระจายรายได้ สร้างการเติบโตทางกิจกรรมเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้เหมือนกับเศรษฐกิจภาพรวม ซึ่งถือเป็นเรื่องปฏิรูปเศรษฐกิจที่รัฐบาลยังทำได้ไม่สำเร็จ เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ประชาชนฐานรากก็ยังรู้สึกชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ดีขึ้นตามเศรษฐกิจ เพราะความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจยังกระจุกอยู่บนแค่กลุ่มทุนส่วนยอดของระบบเศรษฐกิจไทยเท่านั้น

ด้านธนาคารโลกมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดี แต่เศรษฐกิจไทยยังล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีรายได้ปานกลาง เนื่องจากประเทศไทยยังมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจล่าช้าอย่างน้อย 3 เรื่อง ในเรื่องแรก คือการปฏิรูปเรื่องการศึกษาและเพิ่มทักษะให้เด็กเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แต่กลุ่มคนชั้นสูงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากของรัฐบาล เพราะการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา 3 ปี ไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในกระทรวงศึกษาธิการก็มีปัญหาการบริหาร มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อย ทำให้การสานต่อนโยบายไม่ต่อเนื่อง รัฐมนตรีใหม่มาก็เปลี่ยนนโยบายใหม่ โดยการศึกษาไทยไม่เคยถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ถึงขนาดธนาคารโลกระบุว่า ไม่มีเศรษฐกิจประเทศไหนพัฒนาได้ยั่งยืนมั่นคง หากไม่ลงทุนเรื่องการศึกษาและการฝึกทักษะคนให้มีคุณภาพ

เศรษฐกิจสะดุด ติดหล่มปฏิรูปไม่คืบ

ความเห็นของธนาคารโลก เรื่องการปฏิรูปการศึกษาของไทยยังสอดคล้องกับความเห็นของเอดีบี ที่แนะนำว่าประเทศไทยเร่งพัฒนาทักษะแรงงานสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยควรมีนโยบายเพิ่มศักยภาพแรงงานใน 3 ด้าน ได้แก่ ยกระดับคุณภาพการศึกษาระดับมัธยม เพิ่มการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยมีปัญหาสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้มากในอนาคต

สำหรับเรื่องการปฏิรูปที่สองที่ธนาคารโลกเห็นว่าไทยยังทำได้ล่าช้า เร่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ลงมือเรื่องด้านคมนาคมขนส่ง ทั้งรถไฟฟ้าในเมือง และโครงการอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงในระยะยาว แต่ก็พบว่ายังมีความล่าช้าในการลงทุน เห็นได้จากตัวเลขการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวได้ลดลงในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา

ขณะที่การปฏิรูปเรื่องที่สาม คือการปฏิรูปการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การเติบโตเศรษฐกิจระยะยาวของไทยขึ้นอยู่กับนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องลงทุนเทคโนโลยีการวิจัยพัฒนา ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่ประเทศไทยกลับลงทุนในเรื่องนี้น้อย และการทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจรายได้สูง จะต้องมีแรงจูงใจให้มีการลงทุนด้านนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยต้องเปิดเสรีด้านบริหาร แรงงานที่มีทักษะ ที่สำคัญคือการที่รัฐบาลลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เนื่องจากการเพิ่มขีดความสามารถจากการพัฒนานวัตกรรมต้องใช้เวลา และมีความเสี่ยงที่จะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ในทุกเรื่อง

จากมุมมองของหน่วยงานประเมินเศรษฐกิจไทยทั้งสถาบันในและนอกประเทศ มองตรงกันว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยเป็นอุปสรรคใหญ่ของการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและยาว

การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เพียงแค่มีการขยายเวลาการเลือกตั้งออกไปจากปีนี้ไปปีหน้า ก็ถูกมองว่ากระทบเศรษฐกิจทำให้ขยายตัวได้ลดลง เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจในช่วงรอยต่อการทำงานของรัฐบาล จะมีความต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ หากรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศเป็นขั้วอำนาจเก่า การปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดเก่าก็ต้องโดนโยนทิ้ง

แม้ว่ารัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมา 11 ด้าน ซึ่งด้านหนึ่งคือคณะกรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีความคืบหน้า โดยทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมองว่า สศช.ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆ ทำงานล่าช้า ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงโยกปรเมธี วิมลศิริ จากเลขาธิการ สศช. ไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีปัญหาทุจริต และโยกย้าย สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง มานั่งเลขาธิการ สศช. เพื่อผลักดันการปฏิรูปของประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

แต่ทว่าสมชัยไม่เห็นด้วยกับการโยกย้ายดังกล่าว และได้ลาออกจากการเป็นข้าราชการ ทำให้ สศช.ที่เป็นหัวเรือการปฏิรูปประเทศเกิดสุญญากาศ ทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดการสะดุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีกำลังเจอปัญหารุมเร้าการปฏิรูปที่ไม่คืบหน้า และทีมเศรษฐกิจยังมีรอยร้าว ทั้งระดับรัฐมนตรีด้วยกันและระดับรัฐมนตรีกับข้าราชการ ทำให้เศรษฐกิจไทยข้างหน้าเริ่มไม่สดใสอย่างที่รัฐบาลวาดฝันไว้เสียแล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ