
'กำกับดูแลเอง' แนวทางเลือกคุมเงินคริปโต
หลังภาครัฐทั่วโลกพยายามผลักดันการร่างกฎคุมเข้มเงินคริปโต หรือ เงินดิจิทัล
โดย นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
หลังภาครัฐทั่วโลกพยายามผลักดันการร่างกฎคุมเข้มเงินคริปโต หรือ เงินดิจิทัล หลายระลอกในช่วงที่ผ่านมา เพื่อหวังปกป้องนักลงทุนและผู้ที่จะเข้าไปลงทุนในอนาคต รวมถึงควบคุมความเสี่ยงทางการเงินต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาถูกฉ้อโกงและการหลอกลวงในการลงทุนเงินคริปโตหรือไอซีโอ หรืออาชญากรรมไซเบอร์จากเงินคริปโตที่กำลังเพิ่มขึ้นตามความนิยมในเงินดิจิทัล
แต่จนถึงขณะนี้ นอกจากการสั่งสอบเว็บเทรด ห้ามสถาบันการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินดิจิทัล หรือสั่งปิดเว็บเทรดสุ่มเสี่ยงแล้ว การออกกฎระเบียบที่เข้ามาควบคุมเงินคริปโตจริงจังนั้นยังคงไม่เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากโครงสร้างของระบบบล็อกเชนที่เป็นแบบไม่รวมศูนย์กลาง (Decentralized) ซึ่งอยู่เบื้องหลังการทำธุรกรรมเงินคริปโตและไอซีโอ ทำให้ยากต่อการเข้าไปกำกับดูแล และปัญหาที่ยังถกเถียงกันไม่จบสิ้นว่าเงินคริปโตควรจัดเป็นสินทรัพย์หรือไม่
ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และการที่ภาครัฐยังไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลได้ตรงจุด แนวคิด "การกำกับดูแลเอง" หรือ Self-Regulation จึงเป็นอีกแนวทางควบคุมที่น่าสนใจ เพราะจะนำไปสู่การวิน-วินกันทั้งสองฝ่ายทั้งชุมชนคริปโตและภาครัฐ
ส่วนรายละเอียดสูตรปูทางสู่ความสำเร็จในการกำกับดูแลกันเองนั้น องค์กรคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (ไอโอเอสซีโอ) ระบุว่ามีอยู่หลักๆ 6 อย่าง ได้แก่ 1. ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะเกี่ยวกับแวดวง เช่น โครงสร้างเงินคริปโต ไอซีโอ และบล็อกเชน 2.แรงขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรมสู่การแข่งขันอย่างเท่าเทียมและเปิดกว้าง ซึ่งไอโอเอสซีโออธิบายว่า ความต้องการแข่งขันอย่างเท่าเทียม จะผลักดันให้ทุกฝ่ายสรรหาแนวทางและมาตรฐานการกำกับดูแลที่ดีที่สุดร่วมกัน 3. ความสัมพันธ์ที่มีการทำสัญญาร่วมกัน (contractual relationship) ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลตัวเองกับบุคคลหรือตลาดเทรดภายในเครือข่าย ซึ่งจะทำให้การจัดการปัญหาต่างๆ มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วขึ้น 4.ความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ 5.ความชัดเจนในการยืดหยุ่นระเบียบตามความเหมาะสม 6.การแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน
สำหรับชุมชนคริปโต การวางแนวทางกำกับดูแลกันเองนั้นจะลดมาตรการคุมเข้มรุนแรงแบบ "หักด้ามพร้าด้วยเข่า" จากภาครัฐ ขณะที่สามารถปกป้องความเสี่ยงต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การแฮ็ก หรือการฉ้อโกงหลอกลวงต่างๆ โดยไม่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือผู้เล่นในตลาด
นอกจากนี้ การได้ดูแลเองภายใต้ระเบียบที่เหมาะสม ช่วยให้นวัตกรรมและการพัฒนาต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสี่ยงถูกกวาดล้าง อีกทั้งทำให้การวางหลักเกณฑ์การดูแลถูกจุดถูกทางมากขึ้น เช่น ใช้สำหรับเงินคริปโต ไอซีโอ หรือระบบหลังบ้านต่างๆ แทนที่จะเอาหลักเกณฑ์เดียวมาใช้แบบครอบจักรวาล
ขณะที่ภาครัฐเองก็มีหน่วยงานมาคอยเป็นหูเป็นตาก่อนอีกทอดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความยุ่งยากและลดความลักลั่นในการกำกับดูแล
ความน่าสนใจของการกำกับดูแลเองนี้ ทำให้ "ญี่ปุ่น" และ "เกาหลีใต้" ตลาดเทรดคริปโตรายใหญ่ของโลก เป็นแกนนำบุกเบิกและผลักดันแนวทางดังกล่าว โดยญี่ปุ่นนั้น สมาคมบล็อกเชนญี่ปุ่น (เจบีเอ) และสมาคมธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซีญี่ปุ่น เตรียมรวมการดำเนินงานของสองหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มการกำกับดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งตลาดเทรดเงินคริปโตญี่ปุ่นที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 16 แห่ง และที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ต่างหารือร่วมกันเกี่ยวกับหน่วยกำกับดูแลใหม่ดังกล่าวเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ แนวทางการกำกับดูแลเองของภาคเอกชนนั้นยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานข้างต้นต่างมีระเบียบการดูแลที่แยกกัน ทำให้หลักเกณฑ์บางอย่างมีความทับซ้อนกันและแตกต่างกัน
ด้านสมาคมบล็อกเชนเกาหลีใต้กำลังเตรียมทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเองของตลาดเทรดคริปโต เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ร่วมกัน หลังรัฐบาลประกาศแบนบัญชีที่ไม่ระบุชื่อจริงซื้อขายเงินคริปโตเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2017 สมาคมบล็อกเชนแดนโสมบอกว่า บริษัทด้านเงินคริปโตกว่า 40 แห่ง ที่รวมถึงตลาดเทรดคริปโต 14 แห่ง ตกลงเข้าร่วมแนวคิดริเริ่มวางแนวทางกำกับดูแลเองด้วยเช่นกัน
ขณะที่ใน "อังกฤษ" ก็มีความริเริ่มในด้านดังกล่าวเช่นกัน โดยบริษัทคริปโตรายใหญ่ 7 แห่ง ร่วมก่อตั้ง "คริปโตยูเค" สมาคมที่มีระเบียบกำกับดูแลด้านเงินคริปโตของตัวเองโดยเฉพาะเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อหวังเพิ่มความโปร่งใสและยกระดับมาตรฐานด้านเงินคริปโตยิ่งขึ้น
สำหรับใน "สหรัฐ" ตลาดเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่อีกแห่งนั้น เมื่อช่วงเดือนมี.ค. คาเมรอนและไทเลอร์ คู่แฝดตระกูลวินเกิลวอสส์ ที่บริหาร เจมิไน เอ็กซ์เชนจ์ ตลาดเทรดบิตคอยน์และอีเธอร์ ได้เสนอตั้งหน่วยกำกับดูแลที่ไม่แสวงหากำไร ชื่อ Virtual Commodity Association (VCA) เพื่อให้เป็นตัวกลางสร้างเสถียรภาพและความโปร่งใสในตลาดคริปโต ซึ่งหน่วยงานใหม่นี้จะทำงานร่วมกับ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (เอสอีซี) และคณะกรรมการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าโภคภัณฑ์ (ซีเอฟทีซี) เพื่อเพิ่มการดูแลด้วยอีกแรง
VCA นั้นจะเปิดรับสมาชิกทั้งตลาดเทรดคริปโต เว็บซื้อขายแบบไม่มีตัวกลาง และหน่วยงานซื้อขายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มการปกป้องดูแลนักเทรดในสหรัฐ โดยสมาชิกของ VCA จะต้องปฏิบัติตามกฎต่างๆ ตั้งแต่ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การสอดส่องดูแลภัยคุกคาม การแชร์ข้อมูล ความโปร่งใส่ และการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกแบนในวงการ โดยล่าสุดนั้น คอยน์เดสก์รายงานว่า ไบรอัน ควินเตนซ์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการซีเอฟทีซีแสดงความสนับสนุนการตั้ง VCA ของวินเกิลวอสส์ด้วยเช่นกัน
แม้การกำกับดูแลตลาดเงินคริปโตกันเองไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่เงินคริปโตที่ซื้อขายกันในขณะนี้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่อย่างน้อย 1,500 สกุลเงินแล้ว ตามข้อมูลจากเว็บคอยน์มาร์กเก็ตแคป ด้านเว็บเทรดเองก็มีจำนวนมากมายทั่วโลก ซึ่งทำให้การวางแนวทาง "กำกับดูแลกันเอง" จึงคงจะใช้เวลาอีกมากกว่าจะเป็นรูปธรรมจริงจัง และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่ท้ายที่สุดแล้ว "การกำกับดูแลกันเอง" จะเป็นกุญแจสำคัญในการพาชุมชนเงินคริปโตไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น







