posttoday
เปิดหวูดรถไฟทางคู่ บูมเศรษฐกิจ

เปิดหวูดรถไฟทางคู่ บูมเศรษฐกิจ

13 เมษายน 2561

รถไฟไทยถือเป็นระบบขนส่งหลักที่รับใช้ประชาชนทุกระดับ ด้วยราคาที่เป็นมิตร

โดย ทศพล หงษ์ทอง

รถไฟไทยถือเป็นระบบขนส่งหลักที่รับใช้ประชาชนทุกระดับ ด้วยราคาที่เป็นมิตร อีกทั้งยังเป็นกลไกหลักในการผลักดันเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ โดยเฉพาะรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับระบบขนส่งราง ล่าสุด โครงการรถไฟทางคู่เฟสแรก 5 เส้นทาง รวมถึงรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ได้เริ่มตอกเสาเข็มไปแล้วเรียบร้อย คล้ายเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในวันนี้

ด้วยความสำคัญของระบบราง ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ จากงบลงทุนมหาศาล ทำให้รัฐบาลได้แบ่งสัดส่วนลงทุนระบบรางสูงถึง 73% ของงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2570 เมื่อโครงการทางคู่ระยะแรกและระยะที่สองแล้วเสร็จ จะเพิ่มสัดส่วนรางรถไฟแบบทางคู่เพิ่มเป็น 67% หรือประมาณ 3,000 กม. จากเดิม 400 กม. หรือคิดเป็น 9% ของรางรถไฟทั่วประเทศ

มาพร้อมด้วยโครงการ Grand Station แห่งแรกของไทยที่มีมูลค่าการก่อสร้างหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นสถานีกลางขนาดใหญ่ไม่แพ้ประเทศญี่ปุ่น รายล้อมด้วยเส้นทางรถไฟนับสิบสายทั้งรถไฟไฮสปีด รถไฟชานเมือง รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้าใต้ดิน เป็นต้น ถือว่าเป็นการพลิกโฉมภาพลักษณ์รถไฟไทยจากความล้าสม้ยไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความแข็งแรงของเศรษฐกิจประเทศ พบว่าปัจจุบันไทยมีต้นทุนโลจิสติกส์มูลค่า 1.79 ล้านล้านบาท หรือ 14% ของจีดีพี แต่หากมีการสร้างทางรถไฟได้ตามแผนจะช่วยต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยลดลง

“ทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ” รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า การพัฒนารถไฟทางคู่ทั้งสองระยะของ รฟท.นั้น ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกไปยังทางราง (Shift Mode) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนการขนส่งจำนวนมาก ทั้งยังส่งเสริมด้านเศรษฐกิจและการค้า ทั้งการกระตุ้นให้เกิดดีมานด์การขนส่งและลดต้นทุนการซ่อมบำรุงรถไฟอีกด้วย

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมามียอดการขนส่งสินค้าทางรางรวมกันทั้งสิ้น 12.17 ล้านตัน โดยในปี 2570 หลังเปิดใช้รถไฟทางคู่เฟส 1 และเฟส 2 แล้ว รฟท.คาดว่าจะมีปริมาณการขนส่งสินค้าเป็น 46.89 ล้านตัน คิดเป็นอัตราการเติบโต 285% โดยประเภทสินค้าที่จะมีอัตราการเติบโตสูงสุดคือ สินค้าอื่นๆ อยู่ที่ปีละ 13.43 ล้านตัน รองลงมาคือสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ภายในอยู่ที่ปีละ 10.6 ล้านตัน คิดเป็นอัตราเติบโต 773% ต่อมาคือสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ ICD ปีละ 16.28 ล้านตัน คิดเป็นอัตราเติบโต 148% ส่วนด้านซีเมนต์จะอยู่ที่ปีละ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 100% และพลังงานปีละ 2.92 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 16.8%

นอกจากนี้ รฟท.มีแผนลงทุนพัฒนาศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางสนับสนุนการเชื่อมต่อทั้งย่านกองเก็บตู้สินค้า(CY: Container Yard) และสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD: Inland Container Depot) รวมทั้งสิ้น 37 แห่ง แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 แห่ง ภาคเหนือ 11 แห่ง และภาคใต้ 9 แห่ง

“เศรษฐกิจที่ดีต้องแข็งแรงจากฐานราก เป็นหนึ่งในทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่ค่อนข้างได้ผลในหลายครั้ง เช่นเดียวกันกับรถไฟทางคู่ที่จะกระจายเม็ดเงินนับแสนล้านไปยังประชากร พร้อมไปกับการสร้างงานหลายพันตำแหน่ง” ทนงศักดิ์ กล่าว

ด้าน “ดิสพล ผดุงกุล” นายกสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย ระบุว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางในประเทศมูลค่านับหลายแสนล้านบาท จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกับการเชื่อมโยงการค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่จะมีมูลค่าการค้ามหาศาลในอนาคต

ขณะที่ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คมนาคม กล่าวว่า รฟท.มีแผนพัฒนารถไฟทางคู่ระยะที่ 3 รวมทั้งสิ้น 12 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,576  กิโลเมตร วงเงิน 3.55 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงข่ายระบบรางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญ ที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารไปยังประเทศใกล้เคียง ประกอบด้วยเส้นทางเชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก-ตะวันตก (EWEC : East-West Economic Corridor) เชื่อมโยงกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) อย่างประเทศเมียนมา-ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม  และการต่อขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

ทั้งหมดนี้ หากโครงการรถไฟสำเร็จได้ตามแผน จะช่วยมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยมหาศาล จึงเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่รัฐบาลต้องการจะผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ