
เร่งการพัฒนาคน
ว่าไปแล้ว ภาคอุตสาหกรรมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งด้านยุทธศาสตร์โครงสร้าง
โดย วิฑูรย์ สิมะโชคดี
ว่าไปแล้ว ภาคอุตสาหกรรมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งด้านยุทธศาสตร์โครงสร้าง และกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจาก (1) กระแสโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ (2) บรรยากาศของการเปิดเสรีทางการค้าการลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุน (3) การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับภูมิภาค (4) การเพิ่มกฎเกณฑ์หรือระเบียบภาษีการค้าใหม่ๆ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี (5) ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และพลังงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และ (6) สภาวะของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
ทุกวันนี้ เราจึงเห็นภาคอุตสาหกรรมมีความเป็นสากลมากขึ้น มีการบริหารจัดการการผลิตที่ทันสมัย มีการพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบที่เป็นมืออาชีพ มีการส่งออก และการไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น รวมตลอดถึงการได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทำให้ระบบการขนส่ง การสื่อสารและการผลิตทำได้โดยสะดวกรวดเร็วขึ้น
แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีภาวะการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ประเทศไทยกลับดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มที่จะเสียเปรียบทางด้านความสามารถในการแข่งขัน ทั้งที่เรามีข้อได้เปรียบในการพัฒนาอุตสาหกรรมมานานกว่า
การขาดแคลนแรงงาน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความลดน้อยลงของทรัพยากรทางธรรมชาติ ต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งที่สูง เป็นต้น ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมได้รับผมกระทบ
รวมทั้งการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนก็ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) และมีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งประเทศผู้นำเข้าก็มีการตั้งกำแพงภาษีเพื่อชดเชยการอุดหนุนการส่งออก และภาษีป้องกันการทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duty) ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคขัดขวางการแข่งขันของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
ทุกวันนี้ กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการประกอบกิจการ ก็ทำให้ สังคม และชุมชน ที่เข้มแข็งกลายเป็นประเด็นที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ รัฐบาลทั่วโลกจึงมีการผลักดัน ส่งเสริม และรณรงค์ให้ผู้ประกอบการให้ความสนใจในโครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมกับลดผลกระทบที่เกิดจากกระบวนการผลิตด้วย
นอกจากนี้ ตัวผู้บริโภคเองก็มีรายได้ที่สูงขึ้น จึงมีการใส่ใจทั้งในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่มีมากขึ้น ได้ส่งผลให้รูปแบบการผลิตสินค้าของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป
ภาวะกดดันต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ในแบบเดิมที่เป็นอยู่ได้ยากขึ้น ผู้ประกอบการยุคนี้ จึงต้องมีใจเปิดใจกว้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับตนเองมากขึ้น
ดังนั้น การสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้น นอกจากจะต้องตรวจสอบจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดของภาคอุตสาหกรรมไทยแล้ว ยังจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลก รวมตลอดถึงการรักษาข้อได้เปรียบหรือจุดแข็งที่มีอยู่ว่าจะสร้างโอกาสแก่อุตสาหกรรมได้อย่างไรต่อไปบ้าง
การเปลี่ยนจากการเน้นการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากไปเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะฝีมือ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดข้อเสียเปรียบในการแข่งขันของเรา ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัยในปัจจุบัน
นอกจากที่กล่าวอ้างข้างต้นแล้ว เรื่องของ Disruptive Technology รอบตัว ก็น่าจะเป็นเหตุผลมากพอที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องตื่นตัว และเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็วที่มีอยู่ได้แล้ว โดยเฉพาะการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ Industry 4.0 และ Thailand 4.0
เรื่องที่สำคัญที่สุดที่เราต้องเร่งทำกันวันนี้ ก็คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้บุคลากรมีความรู้และทักษะความชำนาญขั้นสูงให้มากขึ้น และมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคของ Thailand 4.0
สุขสันต์วันสงกรานต์ ครับผม !







