
เร่งยกระดับคุณภาพ ‘สูงวัยไทย’
13 เม.ย. ถือว่าเป็น “วันผู้สูงอายุ” และขณะที่ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เพราะจะมีประชากรอายุ 60
13 เม.ย. ถือว่าเป็น “วันผู้สูงอายุ” และขณะที่ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เพราะจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 20% ของประชากรทั้งหมด และปี 2574 ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด เพราะจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 28% ของประชากรทั้งหมด
จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยสำรวจประชากรไทย 67.6 ล้านคนปี 2560 เป็นชาย 33 ล้านคน หญิง 34.6 ล้านคน ปี 2560 มีผู้สูงอายุทำงาน 3.9 ล้านคน หรือร้อยละ 35.1 ของผู้สูงอายุทั้งหมด ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง สำหรับ 5 อาชีพที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ทำ ได้แก่ การเกษตร งานบริการและจำหน่ายสินค้า อาชีพขั้นพื้นฐาน ช่างฝีมือ และด้านเครื่องจักรและประกอบชิ้นส่วน โดยให้เหตุผลว่าสุขภาพยังแข็งแรง มีแรงทำงาน ต้องหาเลี้ยงครอบครัวหรือตนเอง และเป็นอาชีพประจำไม่มีผู้ดูแลแทน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงรายได้หลักของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่ 34.7% มาจากบุตรมากที่สุด รองลงมา 31% มาจากการทำงานของผู้สูงอายุ และได้รับเบี้ยยังชีพจากราชการ เฉลี่ยผู้สูงอายุชายมีรายได้ต่อปีมากกว่าผู้สูงอายุหญิง ด้านสุขภาพโดยรวม ส่วนใหญ่ร้อยละ 43.2 ตอบว่าสุขภาพปานกลาง หรือปกติ 40% ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพดี นอกจากนี้ ผู้สูงอายุไทยยังคงได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลถึง 99.2% มาจากบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิข้าราชการหรือข้าราชการบำนาญ และสิทธิประกันสังคมหรือกองทุนเงินทดแทน มีเพียง 0.8% ไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ปี 2560 ผู้สูงอายุไทยอยู่ลำพังคนเดียวสูงขึ้น 10.8%
สำหรับอัตราการพึ่งพิงปี 2560 ประชากรวัยทำงาน 100 คน ต้องรับภาระประชากรสูงอายุและวัยเด็กถึง 51 คน และคาดว่าปี 2570 จะเพิ่มเป็น 64 คน โดยสังคมไทยควรจะต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ผู้สูงอายุต้องมีการดูแลสุขภาพและการกิน ส่งเสริมอาชีพและกิจกรรมทางสังคม ปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยและบริการสาธารณะที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ รวมทั้งขยายอายุการทำงานให้มากกว่า 60 ปีเป็นต้น นอกจากนี้ผู้ที่มีอายุ 50-59 ปี ควรเตรียมความพร้อมก่อนเป็นผู้สูงวัยในอนาคต เพื่อไม่เป็นภาระกับลูกหลาน และควรจะมีการดูแลประชากรวัยเด็กให้มีคุณภาพในอนาคต
ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือมีผู้เสนอให้การเปลี่ยนคำนิยามผู้สูงอายุ จาก 60 ปีขึ้นไป เป็น 65 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุผลที่ว่าจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้นและผู้สูงอายุในวัย 60 ปียังคงแข็งแรง ทำงานและช่วยเหลือตัวเองได้ บางส่วนใช้ความรู้ความสามารถเป็นกำลังสำคัญให้กับองค์กรได้อีก หากเปลี่ยนเป็น 65 ปี ก็จะช่วยลดภาระให้แก่ภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุได้ อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ 65.7% ยังคงเห็นว่าผู้สูงอายุควรมีอายุ 60 ปี รองลงมา 9.7% มีอายุ 65 ปี และ 7.2% มีอายุ 55 ปี แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคุ้นเคยและพอใจในการเป็นผู้สูงอายุในวัย 60 ปี แต่ก็น่าเป็นห่วงที่พบว่า แนวโน้มประชาชนมีการเตรียมการในวัยสูงอายุของตนเองลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ จาก 91.4% ในปี 2550 เป็น 87.1% ในปี 2554
ล่าสุด รัฐบาลมีแนวคิดที่จะขยายระยะเวลาการเกษียณอายุข้าราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี ซึ่งมีความเห็นหลากหลายมุมมองว่า
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาครัฐก็มีการเตรียมการหลายอย่างเพื่อรองรับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เช่นการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับด้านสุขบริการ และการเตรียมความพร้อมให้คนที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงสูงวัย โดยผลักดันให้มีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพภาคบังคับ
ขณะที่การขยายอายุเกษียณงานให้ยาวขึ้นก็เป็นอีกสิ่งที่ไทยต้องทำ โดยต่อไปคนอายุเกิน 60 ปีจะสามารถทำงานได้มากกว่าในอดีต เพราะผู้ที่ก้าวเข้าสู่วัยนี้ในอนาคตจะปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้มากขึ้น จากการที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับคนง่ายขึ้น เช่น อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิง หรือไอโอที) เมื่อนำมาใช้ก็ทำให้ผู้สูงอายุปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ยาก
ธนภรณ์ จิตตินันทน์ และณัคนางค์ กุลนาถศิริ เศรษฐกรฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธปท. ได้ทำบทวิเคราะห์เรื่องถอดบทเรียนนโยบายรับมือสังคมสูงวัยจากต่างประเทศ โดยสรุปนโยบายที่ต่างประเทศนิยมใช้รับมือสังคมสูงวัย ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับไทย ได้แก่ 1.การขยายอายุเกษียณ ซึ่งทำได้ในระยะสั้นแต่อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาถาวร เป็นการเลื่อนผลกระทบ ต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจออกไปได้ประมาณ 10 ปี 2.สนับสนุนให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ผู้สูงอายุได้ 3.เพิ่มทักษะและจัดหางานให้เหมาะกับแรงงาน เพื่อเพิ่มความสามารถการหารายได้และยกระดับผลิตภาพของแรงงานในระยะยาว 4.ยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการวางแผนแต่เนิ่นๆ เช่น วางโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะกับการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ จัดสรรรายได้และรายจ่ายอย่างสมดุล โดยเฉพาะรายได้หลังวัยเกษียณผ่านการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การให้เอกชนร่วมพัฒนาเทคโนโลยีรองรับการดูแลผู้สูงอายุ และ 5.การมีส่วนร่วมและประสานงานระหว่างรัฐและเอกชน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปนายจ้างสามารถนำมาหักค่าใช้จ่าย มาตรการสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) โดยให้ธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารสงเคราะห์ สนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนให้แก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Pre-finance) ในวงเงินรวมไม่เกิน 4,000 ล้านบาท และเห็นควรให้มีการจัดสรรวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Post-finance) เพื่อรองรับการดำเนินโครงการในระยะต่อไปด้วย รวมถึงการให้บุตรที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูบิดามารดาที่สูงอายุได้รับสิทธิในการสนับสนุนสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวเป็นลำดับแรกก่อน
นอกจากนี้ ธนาคารของรัฐนำร่องสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) สามารถนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพเป็นรายเดือน
รวมทั้งการบูรณาการระบบบำเหน็จบำนาญ ด้วยการมีการออกกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราว ส่วนราชการ พนักงานราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนจาก 2 ฝ่าย คือ ลูกจ้าง และนายจ้าง ซึ่งลูกจ้างจะได้รับบำนาญหรือบำเหน็จเมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวมีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยังพบช่องว่างในการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะหลักประกันรายได้ยามเกษียณอายุ ที่พบว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาท/เดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ โจทย์ใหญ่ที่จะตามมาคือ แรงงานไทย 63% ที่ไม่อยู่ในระบบการออมเพื่อเป็นหลักประกันรายได้ยามเกษียณ และยังพบกับดักมนุษย์เงินเดือน โดยรายจ่ายของมนุษย์เงินเดือนสูงกว่าเงินสนับสนุนของรัฐขั้นพื้นฐานจากประกันสังคมและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเมื่อเกษียณ อยู่ที่ 8,100 บาท/เดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหากไม่มีการออมสมทบ รวมถึงระบบรองรับข้อมูลด้านสุขภาพและด้านสังคม ที่จะเร่งพัฒนาผู้สูงวัยไทยให้มีคุณภาพ
ทั้งนี้ สัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะส่งผลด้านลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ดังนั้น การรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจึงควรพิจารณานโยบายเพื่อพัฒนาคนวัยทำงานด้วย โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อ
ยกระดับแรงงานและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากไม่มีนโยบายรองรับใดๆ รายได้เฉลี่ยของคนไทยและประสิทธิภาพการผลิตจะลดลง และที่สำคัญควรที่จะต้องเร่งพัฒนาผู้สูงวัยให้มีศักยภาพให้สามารถดูแลตัวเองไม่เป็นภาระของลูกหลานและสังคมด้วย







