
ใบไม่ร่วง (จบ)
เริ่มต้นปีใหม่ 2561 ยังไม่ทันถึงเดือน คุณครูผู้มีพระคุณต่อผมก็ได้มาจากไปถึง 2 คน
เริ่มต้นปีใหม่ 2561 ยังไม่ทันถึงเดือน คุณครูผู้มีพระคุณต่อผมก็ได้มาจากไปถึง 2 คน
ครูคนแรก คืออาจารย์วันทนา กลีบเมฆ ซึ่งผมได้เขียนถึงท่านหลายครั้งในบันทึกความทรงจำของผม และท่านได้เสียชีวิตไปในเดือน ม.ค. 2561 นี้เอง
สำหรับครูคนที่สองที่เสียชีวิตในปีใหม่นี้ คือ ครูบุญปลูก โชคพิชิตครูประจำชั้นของผมตอนเรียนมัธยมหนึ่ง ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ ในปี 2494ครูถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561
ครูบุญปลูก มีชื่อเล่นว่า แจ้ แทนไก่แจ้ ไก่ตัวเล็ก น่ารัก เมื่อเปรียบเทียบน้องชายของครูที่ชื่อ อู แทนไก่อู ไก่ตัวโต แข็งแรง ครูบุญปลูกนอกจากจะเป็นครูแล้ว้ยังเป็นญาติกั ผมด้วยดังนั้น ผมจะอยู่ในสายตาของครูเสมอในเรื่องการเรียน ครูมักจะมีคำถามให้ผมต้องไปหาคำตอบให้ครูบ่อยๆ จึงทำให้ผมสมใจในหนังสือ และทำให้ผมเป็นคนขยันอ่านหนังสือ จนเพื่อนๆ ว่าผมเป็นหนอนหนังสือในเวลาต่อมา ซึ่งพระคุณของครูบุญปลูกในเรื่องนี้ ผมยังระลึกถึงอยู่เสมอ
ในงานฌาปนกิจศพครูบุญปลูก เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2561 มีพี่ชวนเป็นประธาน ผมได้พบเพื่อนเก่าในงานคือ คุณสมนึก พงษ์พิเชฐ
คุณสมนึกกับผมอยู่ห้องเดียวกัน ตอนที่ครูบุญปลูกเป็นครูประจำชั้นเราจึงได้พูดคุยความหลังกัน มีเรื่องมากมายที่เล่าสู่กันฟัง
มีเรื่องน่าขำที่ปมไม่อยากจะเล่า แต่เพื่อนรำลึกถึงครูบุญปลูก ผมจะเล่าเรื่องความไม่ฉลาดของตัวเอง
วันหนึ่งในชั่วโมงภาษาอังกฤษ ครูบุญปลูกได้เข้ามาสอนภาษาอังกฤษตามปกติ วันนั้นครูให้นักเรียนสะกดคำบนกระดานดำ แล้วอ่านออกเสียงการอ่านออกเสียงอย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษ ที่นักเรียนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยภาษาไทยภาคกลาง อย่างที่คนกรุงเทพฯ เขาพูดกันเด็กปักษ์ใต้รุ่นผมก็ยังไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วควรจะออกเสียงอย่างไร ดังนั้นการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษในเวลานั้น มันจะน่าฮาขนาดไหน
วันนั้นครูบุญปลูก เขียนคำ ว่า POSTMAN บนกระดานดำ แล้วครูให้ผมอ่านออกเสียง ผมอ่านอักษรก่อนแล้วอ่านเป็นคำ พี-โอ-เอส-ที-เอ็ม-เอ-เอ็นอ่านว่า โพส-ทะ-แมน
ตอนแรกในห้องก็ยังเงียบอยู่ แต่พอครูเฉลยว่าควรจะอ่านอย่างไร เสียงฮาก็ตามมาลั่นห้อง ผมยังจำได้ว่า หลังจากนั้นครูแจ้เรียกผมว่า มิสเตอร์โพส-ทะ-แมน อยู่หลายวัน
บ้านของครูแจ้กับบ้านแม่ถ้วน ว่าไปแล้วก็เหมือนบ้านสองหลังที่มีหลังบ้านชนกัน เพียงแต่หลังบ้านของแต่ละหลัง เป็นสวนยางพารา ที่ดินจึงติดต่อเหมือนแปลงเดียวกัน มีแค่ร่องเล็กๆ กั้นเป็นเขตแดน
บ้านแม่ถ้วน คือบ้านเลขที่ 183 แต่เวลานั้นคือบ้านเลขที่ 94 มีถนนวิเศษกุลผ่านหน้าบ้าน ส่วนบ้านของครูแจ้ มีถนนเล็กๆ อยู่หน้าบ้านข้ามถนนนี้ไปก็เป็นพรุ แล้วหลุมศพของญาติผู้ใหญ่ที่เราจะไปไหว้กันทุกปี บริเวณที่เป็นพรุในวันนั้น วันนี้คือสนามกีฬาเทศบาลนครตรัง และถนนเล็กๆ หน้าบ้านของครูในวันนี้กลายเป็นถนนใหญ่ สายสำคัญของเมืองตรัง คือถนนรัษฎา
เมื่อเข้าฤดูแล้ง บ่อน้ำบ้านแม่ถ้วนจะแห้ง เพราะว่าอยู่บนควน (เนิน)ส่วนบ้านของครูอยู่ในที่ลุ่ม มีน้ำตลอดปี เด็กๆ ลูกแม่ถ้วนถ้าไม่ไปอาบน้ำบ้านญาติแถวคลองน้ำเจ็ด ก็จะพากันไปอาบน้ำที่บ่อน้ำบ้านครูแจ้ อาบน้ำแล้วจะตักน้ำใส้ถัง หิ้วกลับมาบ้านด้วย
ผมเกิดและโตในส่วนกลาง ผมจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของต้นยางตามฤดูกาล เป็นธรรมชาติที่เตือนเราถึงวันเวลาที่ผ่านไปไม่หวนคืนต้นบางเมื่อเริ่มผลิใบอ่อน ใบจะเล็กและมีสีเขียวอ่อน ต่อมาใบจะค่อยๆ โตขึ้นจนเต็มใบสีเขียวก็เข้มขึ้นตามวันเวลา จากนั้นใบจะค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง และตามด้วยสีแดง สวยงามไปทั้งป่ายาง หากใบยังไม่ร่วงเพราะลมแรง ใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แล้วหลุดลอยร่วงลงสู่ดินเปรียบดังชีวิตของคน เริ่มจากทารกในครรภ์ เติบโตจากเด็กจนเป็นผู้ใหญ่แก่เฒ่าแล้วตายจากไป เป็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงแท้ไม่แน่นอน ดุจใบยาง เป็นอนิจจัง







