
มงคล ‘นักปั้นเอสเอ็มอี’
ในยุคที่ใครๆ ก็ฝันว่าอยากจะมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ ไม่ต้องฝ่ารถติดรีบไปทำงานแต่เช้าเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ
โดย กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ในยุคที่ใครๆ ก็ฝันว่าอยากจะมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ ไม่ต้องฝ่ารถติดรีบไปทำงานแต่เช้าเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป หลายคนจึงเลือกเดินเส้นทางเดินใหม่หวังเป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือที่เรียกกันว่า เอสเอ็มอี
กระแสเอสเอ็มอี ดังเปรี้ยงปร้างเพราะรัฐบาลปัจจุบันสั่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอี หรือมดงานเหล่านี้ถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญ เพราะมีคนที่เกี่ยวข้องในกลไกนี้ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง รวมกันไม่น้อยกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ
หนึ่งในสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอี ก็คือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือที่เรียกกันติดปากว่า เอสเอ็มอีแบงก์
ที่ผ่านมา ธพว.เจอมรสุมหนี้เน่าถาโถมจนแบงก์ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ไม่สามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างเต็มที่นัก
มาวันนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ ภายใต้การบริหารของ มงคล ลีลาธรรม ที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธพว.คนปัจจุบัน รวมกว่า 2 ปี 3 เดือน ได้นำพาองค์กรฝ่าด่านแผนฟื้นฟูสำเร็จมาหมาดๆ เมื่อต้นปี 2561 เพราะทำงานได้ตามแผนที่คณะกรรมนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ให้การบ้านไว้
มงคล เล่าว่า ยอดปล่อยสินเชื่อปล่อยใหม่ในช่วงที่เขาเข้ามาทำงานจนถึงปัจจุบันกว่า 2 ปี มียอดรวมกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว ในจำนวนนี้คาดว่าน่าจะคิดเป็นจำนวนเอสเอ็มอีที่ได้รับสินเชื่อเพื่อไปประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 3 หมื่นราย เฉลี่ยปล่อยกู้รายละ
3 ล้านบาท และที่ภูมิใจมากคือลูกหนี้ที่เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่มีอัตราการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ หนี้เสียน้อยมาก อยู่ที่ระดับ 1.32% ของสินเชื่อปล่อยใหม่
มงคล เล่าย้อนไปในวัยเยาว์สมัยที่ยังเด็ก ครอบครัวเขาทำการค้าเป็นเอสเอ็มอีเหมือนกัน เริ่มจากแม่เป็นคนตะกั่วป่า จ.พังงา ทำเหมืองแร่ดีบุก และพากันย้ายถิ่นฐานมาค้าขายที่ จ.ภูเก็ต เปิดร้านขายยยา ทั้งปลีกและขายส่ง ที่เป็นตึกแถวย่านถนนเยาวราช จ.ภูเก็ต และเขาจะทำหน้าที่ในการจัดแยกยาแพ็กสินค้าลงกล่อง จนมีความชำนาญในการมัดเชือกที่ผูกกล่องสินค้า สิ่งเหล่านี้ทำให้เขามีหัวการค้ามาตั้งแต่เล็ก โดยมีแม่เป็นต้นแบบการค้าขาย ทั้งขยัน และมีเทคนิค เขาจำได้ว่า ของอันไหนที่ขายดี แม่ก็จะจ่ายเงินตรงตามจำนวน แต่ของอันไหนที่ขายไม่ดี แม่ก็จะจ่ายค่าของตามจำนวนที่ขายได้ ทำให้เขาเรียนรู้เรื่องระบบเงินหมุน หรือเงินทุนหมุนเวียน และการวางแผนทางการตลาดไปโดยปริยาย เข้าใจหัวอกผู้ประกอบการอย่างดีว่าเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนตัวเล็ก
ส่วนประวัติการศึกษามีส่วนสำคัญส่งเสริมให้เขามายืนอยู่แถวหน้าของวงการเอสเอ็มอีได้ เพราะเริ่มจากการเรียนที่โรงเรียนจีน คือ โรงเรียนภูเก็ตไทยหัว เป็นโรงเรียนของพ่อค้าคนจีนที่รวมตัวกันเป็นสมาคม และผลจากการเอนทรานซ์ไม่ติด ทำให้ได้เลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะเศรษฐศาสตร์ก่อน แล้วมาเอนทรานซ์รอบ 2 เข้าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ แต่ก็ยังเรียนที่รามคำแหงควบคู่กันไป ปรากฏว่าสามารถเรียนจบปริญญาตรีที่รามคำแหงภายใน 3 ปี และที่ธรรมศาสตร์ภายใน 3 ปีครึ่ง ผลงานที่สำคัญคือการเป็นประธานสหกรณ์ที่ธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นในกรุงเทพฯ และของประเทศ และทำงานเป็นเลขาฯ ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
หลังจบที่รามคำแหง ก็เอาวุฒิไปสอบเรียนปริญญาโทที่นิด้า คณะเศรษฐศาสตร์ต่อ มีวิชาเลือกคือ การเมืองการปกครอง การสงเคราะห์และจิตวิทยา ทั้งหมดนี้คือการหล่อหลอมให้เขามีแรงบันดาล และมุมมองเรื่องเศรษฐกิจที่ไม่เหมือนใครเพราะเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ ที่นำมาผนวกเข้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและการใช้จิตวิทยาในการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายมากขึ้น
ประสบการณ์ทั้งหมดหล่อหลอมให้มงคลสามารถเข้าใจผู้ประกอบการ และพัฒนาบริหาร ธพว.ให้กลับมามีพลังเพื่อกลับไปช่วยฟื้นฟูผู้ประกอบการ และกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับคนตัวเล็กได้อย่างทุกวันนี้ ไม่มีผู้ประกอบการคนไหนที่ไม่
รู้จักเอสเอ็มอีแบงก์ เพราะมงคลสั่งปรับกลยุทธ์ใหม่ ไม่ทำให้ ธพว.เป็นแค่แบงก์ แต่ต้องเป็นพี่เลี้ยงให้เอสเอ็มอี ทุกคอร์สที่เปิดสัมมนามีผู้ประกอบการสมัครเข้าโครงการล้นห้อง มีการปรับกลยุทธ์การให้สินเชื่อสั่งพนักงานทั้งประเทศ เดินลงพื้นที่พบลูกค้าในตลาด ร้านค้าชุมชน ผลออกมาน่าพอใจเพียง 2 วัน มียอดขอสินเชื่อรวมกันมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ผู้ประกอบการทั้งประเทศเริ่มรู้จักเอสเอ็มอีแบงก์มากขึ้น สลัดภาพแบงก์เล็กๆ ที่ทำงานแต่ตั้งรับ ไม่มีเอสเอ็มอีรายย่อยรายไหนกล้าวิ่งเข้าไปขอสินเชื่อ ถือเป็นมิติใหม่ของการทำงานเชิงรุก
มงคล บอกว่า จุดอ่อนของเอสเอ็มอีที่พบมากและเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน คือ เอสเอ็มอีทุกคนไม่ยอมเข้าระบบ มีความกลัวเพราะขาดความรู้ ไม่มีการทำบัญชีรับจ่าย ขาดภูมิคุ้มกัน ขาดมาตรฐานทำให้การผลิตไม่มีคุณภาพ ผลิตสินค้าขายไปได้สักพักก็เริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก็ยังฝืนผลิตของแบบเดิมๆ ทำแบบที่คุ้นเคยไม่ปรับตัว พอโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน ธุรกิจเปลี่ยนแบบทุกวันนี้ สินค้าก็ขายไม่ได้
การไม่เข้าระบบ ได้กลายเป็นต้นทุนที่สำคัญ เพราะการที่เอสเอ็มอีไม่ยอมทำบัญชี ไม่มีการทำสต๊อกสินค้า ทำให้ขาดการควบคุมจากภายใน สั่งสินค้ามาเกินความต้องการ ระบบบัญชีตรวจสอบไม่ได้ เป็นช่องให้ลูกจ้างโกงได้ เพราะฉะนั้นการปล่อยกู้เอสเอ็มอี
จะไปดูแต่เอกสารอย่างเดียวคงช่วยเหลือใครไม่ได้
สิ่งที่อยากทำจากนี้ คือ การเปลี่ยนระบบให้เป็นยุคใหม่ ต้องการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม เสริมการบริการบนมือถือ ผ่านช่องทางออนไลน์ จะทำให้ลูกค้าเข้าถึงการบริการได้มากขึ้น เพื่อให้ ธพว.เข้าไปตอบโจทย์เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายเล็กๆ หรือจุลเอสเอ็มอี ที่ต้องการสินเชื่อแค่ 5 แสนบาท โดยอีกเรื่องที่ต้องการจะช่วยผู้ประกอบการ คือ ต้องการลดขั้นตอนกระบวนการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อตั้งแต่ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้กู้เงินได้ง่ายขึ้น เพื่อกระจายความมั่งคั่ง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการายเล็กกับรายใหญ่ได้







