
เกมในใจ
เมื่อ 40 กว่าปีก่อน โค้ชเทนนิสชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ ทิม กัลเวย์
โดย เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ชสลิงชอท กรุ๊ป
เมื่อ 40 กว่าปีก่อน โค้ชเทนนิสชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ ทิม กัลเวย์ ได้สังเกตว่านักเทนนิสมักพลาดในลูกที่ไม่น่าพลาด ทั้งๆ ที่พวกเขาผ่านการซ้อมมาดี และรู้เทคนิคมากมาย เช่น ตาไม่มองลูก ทำให้ตีพลาด
เมื่อโค้ชเห็นว่านักเทนนิส ตาไม่มองลูก ก็จะตะโกนสั่งไปทันทีว่า “ตามองลูกด้วย” นักเทนนิสก็จะกลับมาตั้งใจมองลูกเทนนิสอีกครั้ง แต่แล้วสักพักก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม โค้ชก็ต้องเตือนใหม่อีก
ทิม กัลเวย์ จึงลองบอกให้นักเทนนิสพูดคำว่า “เด้ง” ทุกครั้งเมื่อลูกกระทบพื้น และพูดคำว่า “โดน” ทุกครั้งเมื่อลูกกระทบไม้ ผลปรากฏว่านักเทนนิสมีสมาธิมากขึ้น เพราะเอา “ใจมาตั้ง” อยู่กับการเคลื่อนไหวของลูกแทนที่จะสั่งให้ “ตาจ้อง” อยู่ที่ลูก
ทิม กัลเวย์ เริ่มมองเห็นว่า การจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดๆ ก็ตาม มีเรื่องของใจเข้ามาเกี่ยวข้อง หากบอกให้ทำ นักเทนนิสก็จะพัฒนาได้ชั่วคราว แต่หากเข้าไปเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในใจ แล้วแก้ไขจากความคิดภายใน เกมการเล่นก็เปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง
จากนั้นมา ทิม กัลเวย์ ก็เริ่มทดลองลดการ “ออกคำสั่ง” กับนักเทนนิส แต่ “ตั้งคำถาม” กับนักเทนนิสมากขึ้น เพื่อให้นักเทนนิสสังเกตตนเองและค้นหาคำตอบเองจากการคิดภายใน เช่น เมื่อเห็นว่านักเทนนิสเสิร์ฟลูกออกบ่อยครั้ง ทิม กัลเวย์ ก็จะถามว่า “ในสิบลูกต่อไป อยากให้ตีโดนกี่ลูก” นักเทนนิสก็จะตั้งเป้าไว้เองแล้ว ถัดไป ทิม กัลเวย์ ก็จะถามให้เขาสังเกตตนเองว่า “อะไรที่ทำได้ดี” และ “ถ้าจะทำให้ดีขึ้นต้องทำอย่างไร”
ทิม กัลเวย์ ได้ค้นพบหลักการสำคัญในการบริหารคน และการพัฒนาประสิทธิภาพการโค้ชของตนเอง คือ การกลับมาให้ความสำคัญกับ “เกมในใจ” โดยเขาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะยั่งยืนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายใน
ต่อมา ทิม กัลเวย์ ได้เขียนหนังสือ The Inner Game โดยได้เล่าถึงทฤษฎีการพัฒนาด้านในเพื่อเป้าหมายด้านนอก ที่กลั่นจากประสบการณ์การเป็นนักเทนนิสและโค้ชเทนนิสระดับประเทศ จากการพัฒนาการโค้ชในสนามเทนนิส หลัก “เกมในใจ” ได้แพร่หลายนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กร และยังถือเป็นต้นแบบการโค้ชจนถึงปัจจุบัน เช่น
1.หลักการตั้งเป้า จากเดิมที่เป้าขององค์กรมักออกมาจากผู้บริหาร ซึ่งอาจทำให้คนทำงานไม่ได้ “รู้สึกเป็นเจ้าของ” เป้านั้น หากเปลี่ยนแนวทาง โดยให้ทีมเริ่มต้นกำหนดเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์เองก่อน ก็จะทำให้เป้าหมายที่เคยเป็นเพียงตัวเลขอยู่ภายนอก กลับมาเป็นเป้าหมายที่อยู่ในใจได้
2.การตั้งคำถาม จากเดิมที่โค้ชเป็นคนคอยสั่งว่าต้องทำอะไร อย่างไร ก็เปลี่ยนไปเป็นการตั้งคำถามชวนคิด ชวนสังเกตตนเองว่า เกิดอะไรขึ้น สาเหตุของปัญหาอยู่ที่ไหน ทางแก้มีอะไรบ้าง จะกระตุ้นให้ผู้เล่นเกิดการย้อนคิดจากข้างใน หลักการนี้ใช้กับการบริหารและพัฒนาคนในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.การขยายมุมมองของปัญหา จากเดิมที่มองว่าการเล่นได้ดีเกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง จึงมุ่งแก้ไขที่การเปลี่ยนพฤติกรรมหรือแก้ไขจากปัจจัยภายนอก หากกลับมามองคนทำงานในองค์กรหรือแม้แต่ตัวเราเอง ก็จะพบว่างานภายนอกนั้นจัดการได้ง่ายมากหากงานภายในได้รับการดูแลแล้ว
สถาบันวิจัยและพัฒนาผู้นำ ได้ทำการวิจัยผู้นำที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพจำนวน 6731 คน จาก 38 ประเทศ พบว่าทักษะสำคัญอันดับต้นของการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือ การเข้าถึงใจผู้อื่น
เมื่อเราได้ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยื่นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายใน ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยว่าผู้นำที่ให้ความสำคัญกับ “เกมในใจ” จะเป็นผู้นำที่ลูกน้องยอมรับว่าเป็น “ผู้นำเกม” ได้อย่างมีประสิทธิภาพดิ
ฉันจึงอยากชวนคุณลองหันกลับมามอง “เกมในใจตนเอง” โดยการสังเกตความคิดของตนเองที่ส่งผลต่อพฤติกรรมภายนอก และหันกลับไปเข้าถึง “เกมในใจของผู้อื่น” โดยการเข้าใจผู้อื่นในแบบที่เขาเป็นก่อนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงเขา ไม่แน่การเปลี่ยนมุมในการมองเกม อาจเป็นจุดเปลี่ยนเป็นสะพานเชื่อมงานกับใจที่เคยแยกส่วนกันได้ร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง







