
กองทุนการศึกษา
เดือน เม.ย.เป็นเดือนที่ทุกคนรอคอยให้มาถึง
โดย ไกรยศ
เดือน เม.ย.เป็นเดือนที่ทุกคนรอคอยให้มาถึง เพราะเป็นวันปีใหม่ไทยที่พวกเราทุกคนจะได้เดินทางกลับภูมิลำเนาพบครอบครัวและญาติมิตรเพื่อรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่กันแล้ว และยังเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ทุกคนจะได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่ เพื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในปีก่อนและเริ่มมองไปข้างหน้าว่าช่วงเวลา 8 เดือนที่เหลืออยู่ในปีนี้ จะมีเป้าหมายอะไรใหม่ให้บรรลุผลความสำเร็จในชีวิตกันต่อไป
แต่สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนช่วงเวลาหลังสงกรานต์อาจจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดช่วงหนึ่งของปีเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเดือน พ.ค.ที่กำลังจะมาถึงเป็นช่วงเวลาของการเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ของลูกหลานที่ต้องใช้เงินมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางที่ต้องตระเตรียมไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะครอบครัวที่มีความยากจน หากเงินมีไม่เพียงพอก็ต้องเดินเข้าโรงรับจำนำ หรือกู้เงินในระบบบ้างนอกระบบบ้าง เพื่อที่จะหาเงินให้เพียงพอกับความจำเป็นให้บุตรหลานได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีที่สุดที่จะมอบให้พวกเขาได้
แม้ว่ารัฐบาลจะมีทุนการศึกษาหรือเงินอุดหนุนเพื่อนักเรียนยากจนให้อยู่บ้างปีละ 3,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของครอบครัวยากจนที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนทุกปีมากกว่า 2 ล้านคน เพราะเงินจำนวนนี้เมื่อนำมาแจกจ่ายแล้วเท่ากับว่าเด็กยากจนแต่ละคนจะได้รับเงินเพียง 5-15 บาท/คน/วัน เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลไม่เคยปรับเพิ่มเงินส่วนนี้มาเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว สวนทางกับค่าครองชีพและงบประมาณด้านการศึกษาของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี (งบประมาณการศึกษาเพิ่มขึ้น 45% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา) ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือนี้กลายเป็นภาระหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทุกปีๆ เป็นสาเหตุที่มีเด็กเยาวชนจำนวนมากที่ครอบครัวส่งเสียไม่ไหว แม้เรียนเก่งและอยากเรียนต่อมากเพียงใด แต่ก็อาจไม่ได้เรียนหนังสือต่อในปีการศึกษาใหม่นี้ และต้องออกจากระบบการศึกษาเพื่อไปหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือใช้หนี้ที่มีอยู่
เป็นที่น่ายินดีว่าในปีนี้ชีวิตของน้องๆ และครอบครัวจะมีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น เพราะเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านกฎหมายกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งถือเป็นกฎหมายปฏิรูปฉบับแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ยกร่างเสนอแก่คณะรัฐมนตรีไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษานี้จะช่วยสนับสนุนเด็กเยาวชนตั้งแต่อายุ 0-18 ปี ในครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาและการพัฒนาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนเด็กเยาวชนที่ออกมานอกระบบการศึกษาแล้วก็จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนนี้ให้ได้มีโอกาสกลับไปศึกษาต่อหรือได้โอกาสในการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพของแต่ละคนจนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศ นอกจากนั้นแล้วครู และสถานศึกษา รวมทั้งประชากรวัยแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ก็จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนด้วยเช่นกัน โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้คณะกรรมการบริหารกองทุนจะจัดทำรายละเอียดแนวทางการสนับสนุนและเกณฑ์ในการคัดกรองให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันต่อไป
นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งการปฏิรูปการศึกษาของไทย ที่งบประมาณด้านการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจะถูกจัดสรรเพิ่มขึ้น 10 เท่าเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี จากร้อยละ 0.5 เป็นร้อยละ 5 ของงบประมาณด้านการศึกษาของประเทศ หากกองทุนได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามที่รัฐบาลให้คำมั่นสัญญาแก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้จริง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณไม่น้อยกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์มากกว่า 4.3 ล้านคนทั่วประเทศ ให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกับประชาชนคนอื่นๆ ในประเทศไทย
หวังว่าเปิดเทอมใหม่ปีนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวหลายครอบครัวในประเทศไทยได้มากขึ้นหลายล้านครัวเรือน เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคนในทุกครอบครัวมีความเสมอภาคทางการศึกษาและและพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนจะได้มีความเสมอภาคที่จะได้มีความสุขกับพัฒนาการของลูกหลานที่เติบโตขึ้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ







