
การเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทย (จบ)
ดังที่กล่าวมาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ประเทศไทยอาจจะต้องมีการเลือกตั้งแบบ “ต้นโพธิ์บนเจดีย์หัก”
เราอาจจะต้องรื้อระบบเลือกตั้งเสียใหม่
ดังที่กล่าวมาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ประเทศไทยอาจจะต้องมีการเลือกตั้งแบบ “ต้นโพธิ์บนเจดีย์หัก” ซึ่งผู้เขียนก็ขออนุญาตสรุปเท้าความสักเล็กน้อยสำหรับท่านที่ไม่ได้อ่านมาก่อนว่า ด้วยเหตุที่สังคมไทยเป็นสังคมแบบ “เจ้าขุนมูลนาย” อันเป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” มาแต่โบราณ แม้แต่ในยามที่เราเป็นประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้ง นักเลือกตั้งเหล่านั้นก็ยังมาทำตัวเป็น “เจ้าขุนมูลนาย” ของเรา ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้ทรงเห็นปัญหานี้มาแต่ต้น และทรงเปรียบว่าการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนั้นเหมือนการปลูกต้นโพธิ์ลงบนเจดีย์หัก ซึ่งก็คือต้องต่อสู้กับพวกที่มีความคิดเก่าๆ และไม่ต้องการที่จะสูญเสียอำนาจนั่นเอง
ทุกวันนี้ คสช.คือ “เจ้าขุนมูลนาย” ของเรา ความพยายามของ คสช.ที่จะควบคุมอำนาจมีเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งคือ “การควบคุมนักการเมือง” ทั้งในการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ บนสมมติฐานของ คสช.ที่เชื่อว่า ความเลวร้ายของการเมืองไทยในระยะที่ผ่านมาเกิดจากความชั่วร้ายของบรรดานักการเมืองทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้น “ความเข้มงวด” ของกฎหมายทั้งหลายจึงมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองชั่วๆ เหล่านั้นได้ขึ้นมามีอำนาจ ซึ่งเป็นการยากที่จะแก้ไขความคิดเช่นนั้นของผู้ปกครองที่มีอำนาจอยู่นี้ อันเป็นที่มาของความคิดที่จะนำเสนอ “ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่” คือการเลือกตั้งที่อาศัย “คุณค่าทางสังคม” แบบเจ้าขุนมูลนาย ที่อาจจะเหมาะสมกับสังคมไทย
ระบบการเลือกตั้งแบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน คือการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน (ในทัศนะของผู้เขียนเชื่อว่าการสถาปนาระบบกำนันผู้ใหญ่บ้านนี้คือการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยด้วยส่วนหนึ่ง แต่กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลเรื่องนี้ได้ทำให้ “กลายพันธุ์” เป็น “มือและเท้า” ของระบบการปกครองในภูมิภาค กระทั่งมีฐานะแค่ “นักปกครองท้องที่” อยู่ในปัจจุบันนี้) ที่ให้มีการ “เลือกสรร” ผู้นำในหมู่บ้านและตำบล ผ่าน “ฉันทามติ” ของชาวบ้านในชุมชน ซึ่งแน่นอนว่าคนคนนั้นจะต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่พิเศษและโดดเด่นที่สุดในชุมชน รวมถึงที่ให้ชาวบ้านสามารถเปลี่ยนหรือเลือกสรรกำนันผู้ใหญ่บ้านนั้นได้ ตลอดจนให้มีสิทธิอำนาจในการดูแลชุมชนพอสมควร ซึ่งก็คือ “ประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า” นั่นเอง
เช่นเดียวกันกับแนวคิดของคณะราษฎรซึ่งก็คงจะมีความเข้าใจ “มรดกทางสังคมแบบไทยๆ” นี้ดีพอสมควร (อย่าลืมว่าคณะราษฎรมีการบ่มเพาะความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองมาหลายปี ก่อนที่จะมายึดอำนาจได้ในปี 2475 โดยที่ส่วนใหญ่ของคณะราษฎรก็คือชนชั้นนำในระบบเก่าอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีความคิดแตกต่างจากกลุ่มชนชั้นนำที่กุมอำนาจอยู่ก่อน ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่า“เจ้าพวกใหม่”) ดังนั้น คณะราษฎรจึงให้มี สส. 2 ประเภท มีจำนวนอย่างละครึ่งเท่าๆ กัน คือ ประเภทแรกที่คณะราษฎรแต่งตั้ง และประเภทหลังที่ให้มีการเลือกตั้งจากประชาชนในท้องถิ่นโดยทางอ้อม โดยที่การเลือกจะให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนันเลือกกันเป็นตัวแทนในระดับอำเภอ อำเภอละ 2 คน เพื่อไปเลือกผู้แทนฯ ในระดับจังหวัดนั้นต่อไป แน่นอนว่าอาจจะมี “บล็อกโหวต” หรือกำหนดผลการเลือกไว้ล่วงหน้า แต่นี้ก็คือแนวคิดที่ตั้งอยู่ฐานมรดกทางวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับตัวแทนในระดับ “เจ้าขุนมูลนาย”
อีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้มรดกทางวัฒนธรรมแบบเจ้าขุนมูลนายสร้างเสถียรภาพ (คือความมั่นคงต่อเนื่อง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบคือการพัฒนาประเทศ) ได้ดีพอสมควร ก็คือการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ที่ให้ “กลุ่มอำนาจเก่า” คือ ทหารและข้าราชการให้ไปทำหน้าที่ในวุฒิสภา โดยมีอำนาจเท่าๆ กันกับ “กลุ่มอำนาจใหม่” คือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งทำหน้าที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจทั้งสองก็อยู่ในตำแหน่งได้กว่า 8 ปี ซึ่งยาวนานพอๆ กันกับผู้นำในระบอบเผด็จการที่มีอำนาจยาวนานที่สุดคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทั้งนี้ ก็เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 เข้าใจพลังอำนาจของระบบเจ้าขุนมูลนายนั่นเอง
เมื่อมาพิจารณารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ของ คสช.ก็คงจะอาศัยแนวคิดแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 อยู่บ้าง นั่นก็คือยังมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (หรือ “คสช.จำแลง”) กำกับนโยบายของประเทศทั้งหมด ผสานเข้ากับวุฒิสภาที่มีอำนาจมหาศาล ในขณะที่พยายาม “บอนไซ” รัฐสภาและพรรคการเมืองให้มีรูปทรงตามที่ คสช.ต้องการ เพียงแต่ว่าระบบการเลือกตั้งที่คิดไว้ค่อนข้างจะสับสนวุ่นวาย จนเหมือนว่า “จงใจ” จะให้เกิดสภาพความวุ่นวายเช่นนั้น เพื่อให้กลุ่มอำนาจเก่ายังคงมีความโดดเด่นเหนือกว่า
ถ้าการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นในปี 2562 เราน่าจะช่วยกันนำเสนอระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ เพื่อใช้แทนกฎหมายเลือกตั้ง สส.และพรรคการเมืองฉบับปัจจุบัน (ที่อาจจะไม่ได้ใช้) นั่นก็คือการเลือกจากบรรดาผู้มีอำนาจที่อาจจะมีการทำ “Short Lists” คือบัญชีรายชื่อเป็นการเฉพาะเป็นกลุ่มๆ ตามฐานะ อาชีพ และความโดดเด่น ซึ่งคนเหล่านี้ก็คือคนที่อยู่ในระดับ “เจ้าขุนมูลนาย” หรือชนชั้นปกครองทั้งในภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน แล้วจัดผู้เลือกตั้งเป็นกลุ่มๆ แล้วเลือกผู้มีรายชื่อของแต่ละกลุ่มมาเป็นผู้แทนราษฎร
การเลือกตั้งแบบนี้ไม่ต้องมีพรรคการเมือง เพราะกลุ่มคนในแต่ละกลุ่มนั้นก็คือพรรคการเมืองแต่ละพรรคอยู่แล้ว รวมถึงไม่มีความยุ่งยากและได้มาตรฐานประชาธิปไตย ที่ทุกคนมี 1 เสียงเท่าๆ กัน เพราะใครสังกัดกลุ่มไหนก็เลือกคนในสังกัดของตนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ใครเป็นทหารก็เลือกผู้นำทหาร ใครเป็นชาวนาก็เลือกผู้นำชาวนา ระบบนี้ตำรารัฐศาสตร์ก็มีเรียน เรียกว่า “อภิชนาธิปไตย” (Aristocracy) คือการปกครองโดยคนที่เป็น “อภิสิทธิ์ชน” ในสังคมนั่นเอง
ถ้า “เจ้านาย” สนใจ “ข้าน้อย” ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์







