
เปิดแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดเหลื่อมล้ำ-เพิ่มรายได้
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงได้กำหนดกรอบการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คือ การปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกมิติ โดยมุ่งให้เกิดการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เกิดการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจระดับฐานราก และเร่งความเร็วในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างจริงจัง ผ่านการปฏิรูป 3 ด้านหลัก
ด้านที่ 1 การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถือเป็นหัวใจของการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีจุดเน้นหลักที่การพัฒนาศักยภาพของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง คือ ภาคการผลิตและบริการของประเทศ ซึ่งต้องเกิดจากความเข้มแข็งของปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งด้านทรัพยากรมนุษย์ ศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่เอื้อต่อการค้า การลงทุนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มสูงสุด
โดยในร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลัก อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้วย
ด้านที่ 2 ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม มุ่งเน้นการพัฒนาให้ประชาชนชาวไทยทุกคนได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผลักดันให้มีการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ชุมชนต่างๆ ต้องได้รับการสนับสนุนให้สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
ประเด็นนี้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้สอดรับการทิศทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ดังกล่าว จะอยู่บนหลักการพื้นฐานและมีจุดเน้นที่สำคัญ ได้แก่
(1) การสร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรรายย่อยและแรงงาน เพื่อให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการสนับสนุนทางด้านการศึกษา การฝึกอบรม และเสริมสร้างทักษะแรงงาน
(2) การปฏิรูประบบโครงข่ายการคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมประชากรในวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบประกันสังคมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
(3) การเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชนท้องถิ่น เพื่อวางรากฐานการพัฒนาและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการกระจายทั้งประเทศอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
ด้านที่ 3 การปฏิรูปกระบวนการและระบบสถาบันทางเศรษฐกิจ เป็นกลไกปฏิรูปประเทศที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาแม่บท และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่กำหนดไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยการปฏิรูปกระบวนการและระบบสถาบันการเงินการคลัง โดยเฉพาะหน่วยงานจัดสรรงบประมาณ สถาบันทางเศรษฐกิจและการคลัง และหน่วยงานจัดการทรัพย์สิน และการปฏิรูปกระบวนและสถาบันทางเศรษฐกิจตลอดวงจรนโยบาย เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่องจนเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไม่ใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อการพัฒนาทางการเมืองการปกครอง สังคม และสิ่งแวดล้อม
การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้กำหนดการปฏิรูปเป็น 3 ด้าน มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายระดับและหลายด้าน ซึ่งที่สำคัญมีดังนี้
ในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปฏิรูปหรือปรับปรุงกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนประกอบธุรกิจ
การปฏิรูปด้านความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม มีความสำคัญต่อการกระจายความมั่งคั่งและความเจริญเติบโตของประเทศให้ทั่วถึงและยั่งยืน โดยมีข้อกฎหมายที่ต้องได้รับการปฏิรูป ได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2560
การปฏิรูปสถาบันทางเศรษฐกิจให้สามารถรองรับบริบทการพัฒนาประเทศที่เปลี่ยนแปลง มีความสำคัญต่อการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการดำเนินการปฏิรูปนี้สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่สำคัญดังนี้
(1) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกลไกการวางแผนส่วนกลาง ได้แก่ พ.ร.บ.พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2521 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545
(2) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกลไกการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ในส่วนนี้จะมุ่งเน้นพิจารณากฎหมายที่กำกับการดำเนินงานของสถาบันที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 พ.ร.บ.ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2551
(3) กลไกการติดตามและประเมินผลนโยบาย ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เป็นต้น
เป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์และผลสัมฤทธิ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ 1.ยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ 2.กระจายความเจริญและความเข้มแข็งของภาคสังคม 3.ปรับบทบาท โครงสร้าง และกลไกสถาบันบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเด็นการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำให้เกิดผลสัมฤทธิ์
4.มีผลิตภาพสูงขึ้น 5.มีความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศสูงขึ้น6.มีการเติบโตอย่างครอบคลุมทั่วทุกภาคส่วน 7.มีการเติบโตอย่างยั่งยืน 8.สถาบันทางเศรษฐกิจมีสมรรถนะสูง







