
การจัดการศุลกากร ของเอสเอ็มอีไทย
สินค้าที่จัดส่งข้ามพรมแดนของไทยจะต้องผ่านการตรวจสอบและชั่งน้ำหนักที่ด่านศุลกากร รวมถึงการจัดทำเอกสารและชำระค่าธรรมเนียมและภาษี
โดย ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย
สินค้าที่จัดส่งข้ามพรมแดนของไทยจะต้องผ่านการตรวจสอบและชั่งน้ำหนักที่ด่านศุลกากร รวมถึงการจัดทำเอกสารและชำระค่าธรรมเนียมและภาษี รายละเอียดของกระบวนการเหล่านี้มีความแตกต่างและหลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจัดส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่ยังไม่ชินกับกระบวนการทางศุลกากรที่ซับซ้อน
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจเอสเอ็มอีที่อาจยังไม่เข้าใจกระบวนการเหล่านี้ การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบจะนำไปสู่ปัญหาความล่าช้าในการจัดส่งสินค้าและค่าปรับที่สูงมาก ทั้งยังเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้า ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่ดำเนินการนำเข้าและส่งออกสินค้าควรเข้าใจทั้งกระบวนการทางศุลกากรในประเทศของตน และประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางของสินค้าด้วย
เพื่อก้าวให้ทันกับกฎระเบียบทางศุลกากร ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถปรับใช้แนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
1) จำแนกประเภทของสินค้าที่จัดส่งอย่างถูกต้อง
ปัญหาสำคัญที่สุดที่ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยต้องเผชิญในการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศคือ ความรู้ที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับการจำแนกประเภทของสินค้าตามกฎระเบียบศุลกากรในการแก้ไขปัญหานี้ เอสเอ็มอีจำเป็นที่ต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized Commodity Description and Coding Systems หรือ HS Code) ทั้งนี้ HS Code เป็นระบบจำแนกประเภทที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยกำหนดมาตรฐานสำหรับการจำแนกประเภทของสินค้าบางอย่าง รวมถึงอัตราภาษีอากรที่จะต้องชำระ
แม้ว่ารหัสสินค้า HS Code ครอบคลุมรหัส 6 ตัวแรก แต่บางประเทศอาจใส่รหัสเพิ่มเติมเพื่อระบุอัตราภาษีท้องถิ่นสำหรับสินค้าบางประเภท หากเอสเอ็มอีไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว เช่น จ่ายภาษีในอัตราต่ำกว่าที่ควรจะเป็นก็อาจถูกลงโทษหากมีการตรวจพบ ความรู้เกี่ยวกับระบบ HS Code ตอกย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการทางศุลกากรที่ถูกต้อง และเอสเอ็มอีควรใช้เครื่องมือผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องตามข้อบังคับ
2) ระบุมูลค่าทางศุลกากรที่ถูกต้องสำหรับสินค้าที่จะส่งออก
หลังจากที่ระบุรหัส HS Code ที่ถูกต้องสำหรับสินค้าแล้ว เอสเอ็มอีต้องดำเนินการประเมินมูลค่าทางศุลกากร เพื่อระบุอัตราภาษีสำหรับสินค้านั้นๆ ชนิดของภาษีไม่ว่าจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจงหรือตามมูลค่า ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและประเทศปลายทาง
มูลค่าทางศุลกากรของสินค้าที่จัดส่งไม่ใช่ราคาที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้า เพราะจะต้องคิดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและปัจจัยอื่นๆ ด้วยเช่นกัน มีหลายวิธีในการประเมินมูลค่าทางศุลกากรอย่างเหมาะสม และเอสเอ็มอีควรจะตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญทางศุลกากรและโลจิสติกส์ เพราะการประเมินมูลค่าสินค้าอย่างไม่ถูกต้องจะทำให้ต้องเสียค่าปรับที่สูงมาก ทำให้สินค้าถูกระงับและไม่สามารถส่งมอบให้แก่ลูกค้าได้
3) ระบุประเทศต้นทางที่ถูกต้องของสินค้า
การจัดส่งสินค้าผ่านหลายประเทศก่อนจะถึงปลายทาง ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจำเป็นที่จะต้องระบุประเทศต้นทางของการจัดส่งสินค้าไว้ในเอกสารศุลกากรอย่างชัดเจน ข้อมูลนี้จำเป็นสำหรับเอสเอ็มอีในการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าบางประเภท ซึ่งอาจช่วยลดหรือยกเว้นอัตราภาษีศุลกากร
ในทำนองเดียวกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับประเทศต้นทางของการจัดส่งสินค้า เพื่อตรวจสอบโควตา การติดฉลาก หรือมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดภายในประเทศ เอสเอ็มอีที่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดสำหรับสินค้าที่จะจัดส่ง หรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับเอกสาร ควรจะขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทันที
4) เข้าใจข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ปัจจัยอื่นๆ ในประเทศปลายทางอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการและการเดินพิธีการศุลกากรตัวอย่างเช่น ข้อกำหนดการออกใบอนุญาตจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เอสเอ็มอีสามารถเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศปลายทางแต่ละประเทศ โดยอาศัยความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญศุลกากรและโลจิสติกส์ระดับโลก
โลกของการค้าระหว่างประเทศอาจเปรียบเสมือนระเบิดเวลาสำหรับเอสเอ็มอีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับอย่างถูกต้อง ความร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับขั้นตอนศุลกากรที่ซับซ้อนระหว่างประเทศจะช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในการตรวจสอบและจัดหาข้อมูลที่ถูกต้องในทุกขั้นตอนของการดำเนินการ
และที่สำคัญคือ เมื่อธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยมั่นใจว่าการจัดส่งสินค้าจะผ่านพิธีการศุลกากรอย่างราบรื่น ก็จะสามารถให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจสู่ช่องทางใหม่ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ







