
ไทรทันเลิกเข้าสเตรกา
ไทรทันถอนวาระเข้าลงทุนเพิ่มอีก 10% ในสเตรกา ส่งผลข้อตกลงที่จะเข้าลงทุนยกเลิกต้องเจรจาใหม่หลังจากดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ขาย
ไทรทันถอนวาระเข้าลงทุนเพิ่มอีก 10% ในสเตรกา ส่งผลข้อตกลงที่จะเข้าลงทุนยกเลิกต้องเจรจาใหม่หลังจากดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ขาย
นายถิรัตน์ อนันตรศิริชัย เลขานุการบริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง (TRITN) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติยกเลิกวาระลงทุนเพิ่มเติมอีก 10% ในหุ้นของบริษัท สเตรกา (STREGA) และยกเลิกวาระการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทให้กับบุคคลในวงจำกัด (พีพี) ที่เตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เนื่องจากระยะเวลาในการนำส่งเอกสารให้กับผู้ถือหุ้นกระชั้นชิด จัดเตรียมข้อมูลไม่ทัน เช่น ข้อมูลและรายละเอียดซึ่งต้องเพิ่มเติมในสารสนเทศเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับพีพี
อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทถอนวาระดังกล่าวออกจากการประชุมแล้ว จะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจรจาตกลงระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นเดิมของ STREGA อีกครั้ง เพราะข้อตกลงในการเจรจาซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้นเดิมของ STREGA ที่ตกลงไว้แต่เดิมนั้นย่อมสิ้นสุดลง
บริษัทถือหุ้นใน STREGA 84.21% โดย STREGA เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีศักยภาพ มีความเชี่ยวชาญด้านงานขุดเจาะในแนวราบ และเป็นหนึ่งในผู้นำในการให้บริการการขุดเจาะวางท่อใต้ดินในแนวราบโดยไม่เปิดหน้าดิน (HDD)
ก่อนหน้านี้ TRITN แจ้งว่า คณะกรรมการปัจจุบันได้มอบหมายให้สำนักทนายความดำเนินการทางกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหายคืนจากกลุ่มผู้ขายที่มีเจตนาไม่สุจริต กรณี STREGA บริษัทย่อยของ TRITN และบริษัท ลูเซนท์ เอนเนอร์จี (LUCENT) บริษัทย่อยทางอ้อมของ STREGA โดย ม.ล.ศานติดิศ ดิศกุล อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ TRITN และนายสมชาย ศิริวิชยกุล อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STREGA พร้อมด้วยคณะกรรมการชุดเก่า มีมติให้กลุ่มบริษัทลงทุนซื้อหุ้นโรงไฟฟ้า 6 โรง มูลค่า 683 ล้านบาท รวม 120 ล้านบาท ให้กับกลุ่มผู้ขาย คือ บริษัท อุดรธานีโซล่า พาวเวอร์ และบริษัท แม่โขง กรีนพาวเวอร์ โดยแต่ละบริษัทให้หุ้นจำนำไว้เป็นหลักประกัน 51% ของทุนชำระแล้ว
เมื่อครบกำหนดวันที่ 6 ต.ค. 2559 กลุ่มผู้ขายไม่ส่งมอบโรงไฟฟ้าได้ ขอเลื่อนการส่งมอบออกไปเป็นวันที่ 6 ก.พ. 2560 พร้อมนำหุ้นบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าอีกจำนวน 2 บริษัท คือ บริษัท แม่โขงโซล่าพาวเวอร์ 37.8% และบริษัท แสนแสง 100% มาจำนำไว้เป็นหลักประกันเพิ่มเติม พร้อมทั้งตกลงจะคืนเงินมัดจำแก่กลุ่มบริษัท 120 ล้านบาท รวมถึงจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 12% ต่อปี 132 ล้านบาท หากกลุ่มผู้ขายไม่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขบังคับก่อนได้ และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในวันที่ 6 ก.พ. 2560 กลุ่มผู้ขายไม่ได้ตามสัญญา คณะกรรมการของกลุ่มบริษัทชุดปัจจุบันจึงได้บอกเลิกสัญญา และติดตามทวงถามถึงเงินมัดจำ 132 ล้านบาทจากกลุ่มผู้ขาย รวมทั้งแจ้งให้กลุ่มผู้ขายโอนหุ้นสามัญที่เป็นหลักประกันมาให้กลุ่มบริษัท แต่กลุ่ม
ผู้ขายเพิกเฉยไม่คืนเงินมัดจำและ/หรือจดแจ้งชื่อของบริษัท ลูเซนท์ เอนเนอร์จี ผู้รับจำนำหุ้นสามัญดังกล่าวเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท







