
ประชาชนฐานรากตื่นตัวรับดิจิทัล
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ร่วมกับบริษัท แอ๊ฟฟินีตี้ โซลูชั่น
โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ร่วมกับบริษัท แอ๊ฟฟินีตี้ โซลูชั่น ดำเนินการวิจัยเพื่อศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของประชาชนฐานราก ปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงกระบวนการและปัจจัยกระตุ้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของประชาชนฐานราก โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มองค์กรชุมชน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (รายได้ประจำ) และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย จำนวนกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 1,620 ตัวอย่าง
จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีทั่วไป พบว่า ส่วนใหญ่ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ โซเชียลมีเดีย รองลงมาจะใช้เพื่อหาข้อมูลต่างๆ และเพื่อความบันเทิง ตามลำดับ
โดยส่วนใหญ่มีการใช้งานทุกวัน และมองว่าเทคโนโลยีต้องใช้งานง่ายมากกว่าการรับรู้ประโยชน์จากการใช้งาน มีเพียงกลุ่มองค์กรการเงิน ชุมชนที่มองการรับรู้ประโยชน์จากการใช้งานมากกว่าการใช้งานง่าย สำหรับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน พบว่า ประชาชนฐานรากใช้บริการตู้อัตโนมัติเพื่อถอนเงินมากที่สุด รองลงมาใช้แอพพลิเคชั่นผ่านโทรศัพท์มือถือและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต
ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจการเลือกใช้บริการผ่านเทคโนโลยีของสถาบันการเงิน พบว่ามีทั้งสิ้น 23 ปัจจัย สามารถจัดองค์ประกอบปัจจัย ออกมาเป็น 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.เทคโนโลยี 2.การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย 3.เอกลักษณ์ขององค์กร (ภาพลักษณ์และการบริการ)
สำหรับภาพรวมปัจจัยด้านเทคโนโลยีมีผลต่อการตัดสินใจการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินมากที่สุด โดยปัจจัยดังกล่าวประกอบด้วยปัจจัยย่อยที่สำคัญๆ คือ ระบบมีความถูกต้องแม่นยำ รองลงมา คือ ขั้นตอนการใช้งาน ทำรายการไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน และมี
กระบวนการป้องกันความปลอดภัย ตามลำดับ โดยเมื่อพิจารณาการให้ความสำคัญกับปัจจัยดังกล่าวจำแนกตามประเภทกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มองค์กรชุมชนให้ความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย ตามลำดับ
ด้านกระบวนการและปัจจัยกระตุ้นการใช้เทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เทคโนโลยีทั่วไปมักจะคำนึงถึงความต้องการและความจำเป็นที่ต้องใช้งาน แต่เทคโนโลยีทางการเงินมักจะคำนึงถึงความสะดวกสบายและค่าธรรมเนียมในการใช้บริการ ซึ่งสามารถสรุปปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการยอมรับ (ใช้)
นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงอายุมีผลต่อการยอมรับการใช้เทคโนโลยีทั่วไป โดยในช่วงอายุ 18-24 ปี จะยอมรับ เทคโนโลยีทั่วไปได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ และถ้าอายุอยู่ในช่วงอายุ25-34 ปี ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูงจะยอมรับ เทคโนโลยีทั่วไปได้ง่ายกว่ากลุ่มที่มีระดับการศึกษาที่ไม่สูงมากนัก ในขณะที่อายุ 35-64 ปี กลุ่มอาชีพผู้มีรายได้น้อยจะยอมรับเทคโนโลยีทั่วไปได้ง่ายกว่ากลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย
สำหรับการยอมรับการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน พบว่า ระดับการศึกษาตั้งแต่อนุปริญญา/ปวส.ขึ้นไป จะยอมรับการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน แต่หากมีระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าอนุปริญญา/ปวส. มีเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะยอมรับการใช้ทคโนโลยีทางการเงิน







