
เอเชียหวั่นสหรัฐ ขยี้บัญชีปั่นค่าเงินต่อ
นอกจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การจับตา “รายงานประเมินประเทศแทรกแซงค่าเงิน”
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
นอกจากความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การจับตา “รายงานประเมินประเทศแทรกแซงค่าเงิน” ที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ใกล้จะเปิดเผยในช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถือเป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐจะหันมาใช้ประเด็นการปั่นค่าเงินกดดันบรรดาประเทศผู้ส่งออกเอเชียหนักขึ้นหรือไม่
“การจับตารายงานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อดูจากท่าทีการหันไปสู่นโยบายปกป้องการค้าและการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐ” ดิวฟอร์ อีแวนส์ หัวหน้านักกลยุทธ์ฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิก จากบริษัทวิจัย สเตท สตรีท โกลบอล มาร์เก็ตส์ กล่าว
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กรายงานว่า หากรายงานดังกล่าวมีความแข็งกร้าวมากกว่าเดิม อาจเพิ่มแรงกดดันให้ค่าเงินของประเทศที่สหรัฐกล่าวถึงแบบเจาะจงแข็งค่ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะ 5 ประเทศในบัญชีประเทศเฝ้าระวังแทรกแซงค่าเงินในรายงานเมื่อเดือน ต.ค. 2017 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ไทยและมาเลเซียยังเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีประเทศเฝ้าระวังดังกล่าวเพิ่มด้วยเช่นกัน
สัญญาณการเอาจริงประเด็นค่าเงินของสหรัฐเริ่มปรากฏชัดขึ้น หลังการเจรจานอกรอบการปรับแก้ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับ “เกาหลีใต้” เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเพิ่มข้อตกลงระบุให้เกาหลีใต้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการแทรกแซงค่าเงิน และขอให้เลี่ยงการอ่อนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการส่งออก
แม้ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ก็เริ่มสร้างความวิตกให้เกาหลีใต้ โดยล่าสุด คิมฮยอนชอง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าของเกาหลีใต้ ออกมาย้ำว่า นโยบายเรื่องค่าเงินและการปรับแก้ข้อตกลงการค้าเป็นคนละประเด็นกัน แต่เสริมว่า รัฐบาลสองประเทศกำลังหารือรายละเอียดการเพิ่มความโปร่งใสเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
“ผมคิดว่า สหรัฐกล่าวถึงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เพราะเป็นผลสืบเนื่องจากการสนับสนุนการแก้ไขเอฟทีเอ แต่ทั้งสองประเด็นไม่เกี่ยวข้องกัน” คิมฮยอนชอง กล่าว
ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์สรายงานว่า คิมดงยอน รัฐมนตรีคลังของเกาหลีใต้ ระบุว่า จะหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อไม่ให้สหรัฐขึ้นบัญชีเกาหลีใต้เป็นประเทศปั่นค่าเงิน จากปัจจุบันที่อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง
ขณะที่ “ญี่ปุ่น” ซึ่งอยู่ในรายชื่อประเทศเฝ้าระวังเช่นกัน วิตกว่าสหรัฐอาจใช้ข้อตกลงเรื่องค่าเงินมากดดันญี่ปุ่นแบบเดียวกับที่ทำกับเกาหลีใต้ ระหว่างการหารือของ 2 ประเทศภายในเดือนนี้
ก่อนหน้านี้ ฮิโรชิ วาตานาเบะ ประธานสถาบันกิจการการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอ็มเอ) สถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เตือนว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เสี่ยงโดนสหรัฐโจมตีเรื่องการแทรกแซงค่าเงิน หากยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เป็นการใช้ยิลด์เคิร์ฟ หรือใช้การควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระหว่างพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาวเป็นหลัก แทนการมุ่งอัดฉีดเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ในแต่ละเดือนตามวงเงินที่ตั้งไว้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของบีโอเจมีส่วนส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลง
มะกันผ่อนท่าทีมุ่งเจรจา
หลังจีนประกาศตั้งภาษีกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐ มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้สหรัฐตั้งภาษีสินค้าจีนที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน บลูมเบิร์กรายงานว่า เมื่อวานนี้ สหรัฐและจีนต่างส่งสัญญาณว่าพร้อมเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดทางการค้าจากกรณีดังกล่าว
“ขอให้จงจำไว้ว่า ยังไม่มีภาษีใดมีผลบังคับแล้วในขณะนี้ ทั้งหมดยังเป็นข้อเสนอ เรากำลังเปิดรับฟังความเห็น อย่างน้อยก็ราวๆ 2 เดือนก่อนจะบังคับใช้จริง และจีนเองก็ยังไม่เริ่มบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเช่นกัน” ลาร์รี คุดโลว์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว กล่าว
ด้านทางการจีน แม้จะย้ำว่าพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่ระบุว่าจีนยังคงย้ำจุดยืนเรื่องการเจรจามาก่อน
“การเจรจาจะยังคงเป็นตัวเลือกแรกของเรา แต่ก็เป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือซึ่งกันและกัน เราพร้อมรับการปรึกษาหารือเสมอ แค่หากหลายสิ่งดำเนินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง เราจะต้องจัดการตอบโต้กลับ” ชุ่ยเถียนไค เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐ กล่าว







