
ออเจ้าจะรอบุพเพสันนิวาส หรือจะสร้างความเปลี่ยนแปลง?
อยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) มีชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ
โดย ณัฐภาณุ นพคุณ ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนิติธรรมกับการพัฒนาสำหรับผู้บริหาร (ROLD) สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
อยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) มีชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในตำแหน่งสำคัญๆ หลายคน มีการแลกเปลี่ยนทูตกับนานาประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศสหลายครั้ง และเป็นยุคที่เริ่มมีอิทธิพลของต่างชาติเข้ามาทุกสารทิศ
ขณะเดียวกันถือได้ว่าเป็นช่วงที่มีการทำมาค้าขายรุ่งเรือง เช่น การติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับจีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา อย่างใกล้ชิด
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาถือได้ว่า มีอาณาจักรที่ใหญ่มีการปกครองที่แข็งแกร่ง นักเขียนประวัติศาสตร์บางรายถึงกับกล่าวว่าเมืองในยุโรปบางเมือง เช่น ลอนดอนเป็นเสมือนเพียงหมู่บ้านเมื่อเทียบกับกรุงศรีอยุธยา ในยุคนั้นได้มีการจารึกในประวัติศาสตร์ว่า เป็นยุคที่มีการจัดเก็บภาษีอากรรุ่งเรืองมาก แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่ราชอาณาจักรแห่งความเฟื่องฟูจะมีผู้ที่แสวงผลประโยชน์เข้าตัว มีข้าราชการที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง และมีพ่อค้าที่ใช้อิทธิพลเพื่อประโยชน์ทางการค้าขาย
ในสมัยอยุธยาลักษณะของการ “เก็บส่วย” จะเน้นเก็บจากผลิตผลบางอย่างที่เจ้าและขุนนางจะนำมาใช้ประโยชน์ของตน ถ้าหากมีเหลือก็จะนำไปขายเป็นสินค้าต่อไป แต่หากข้าราชการถูกจับได้ว่าโกงราษฎร และยักยอกเอาส่วนที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดินไว้เป็นของตัวก็จะถูกลงโทษอย่างหนักหนาสาหัส เช่น การเฆี่ยน
ในกรณีร้ายแรง เช่น หากมีข้าราชการของกรมพระคลังได้ทำการยักยอกเงินหลวงไป ข้าราชการคนนั้นอาจถูกลงโทษประหารชีวิตด้วยการ กรอกเงินทองที่หลอมละลายร้อนๆ ใส่ปากจนตาย (Death by Molten Gold) ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วช่างเป็นการลงโทษประหารชีวิตที่โหดร้าย ทรมาน ไม่เป็นการลงโทษที่ได้สัดส่วน (Proportionality) น่ากลัวและไร้มนุษยธรรมจริงๆ
การต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากประเทศตะวันตก สังคมตะวันตกเป็นวัฒนธรรมแบบตัวใครตัวมัน (ปัจเจกนิยม) ทุกคนรับผิดและรับชอบแต่เพียงผู้เดียว แล้วแต่ความสามารถและผลงานที่ทำ ไม่เกี่ยวกับว่าใครรู้จักใคร หรือดูแลใคร
ในขณะที่วัฒนธรรมของไทยแต่เดิมคือ ต้องเป็น Big Brother ดูแลญาติพี่น้องและเพื่อนพ้อง ซึ่งสะท้อนถึงการมีน้ำใจให้เพื่อนฝูง และการเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่เป็นญาติของเราเองก็ถือว่าเป็นคุณธรรมความดีงามที่พึงจะต้องมี
ประเทศตะวันตกที่มีความเจริญก้าวหน้าในยุคเดียวกันคือ ฝรั่งเศส ซึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ฝรั่งเศสปกครองในระบอบกษัตริย์ นำพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อยุธยาส่งทูตานุทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี ซึ่งรวมถึงขุนศรีวิสารวาจา หรือหมื่นสุนทรเทวา ในตำแหน่ง “ตรีทูต” (ตำแหน่งทางการทูตสมัยก่อน) ที่ยังหนุ่มสามารถเรียนรู้ซึมซับและจดจำประสบการณ์และบทเรียนได้ระหว่างที่ประจำการในต่างประเทศ
สิ่งหนึ่งที่ขุนศรีวิสารวาจา หรือหมื่นสุนทรเทวา อาจมีโอกาสสังเกต ในการประจำการที่กรุงปารีสคือ ความมั่งคั่งของฝรั่งเศสภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ก่อสร้างพระราชวังแวร์ซายส์ แต่ใช้พระคลังจนหมด มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่นักประวัติศาสตร์ก็บอกเล่าว่าเป็นกษัตริย์ที่โกงกินประชาชน (Corrupt) มากที่สุดพระองค์หนึ่งของฝรั่งเศส
จะเห็นได้ว่าแม้ในประเทศตะวันตกมีอำนาจเยอะก็โกงกินได้เยอะ (Absolute Power Corrupts Absolutely)
ออเจ้าการะเกด (หรือสตรีไทยสมัยก่อนในนามสมมติอื่น) อาจรอให้คู่รักที่เป็น “ตรีทูต” ไม่ว่าจะเป็นหมื่นสุนทรเทวา หรือผู้อื่น กลับมาจากการประจำการที่กรุงปารีส เพื่อเล่าให้ฟังถึงความมั่งคั่งของฝรั่งเศสในยุคนั้น ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เขาก็คงเล่าต่อถึงการที่พระคลังของกษัตริย์ฝรั่งเศสหมด การมีอำนาจเบ็ดเสร็จและการโกงกินประชาชน
ขณะเดียวกัน ในอยุธยาออเจ้าการะเกดเป็นพยานต่อการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ควบคู่ไปกับการฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยในสมัยนั้นข้าราชการไม่ได้รับเงินเดือนประจำ โดยการมีเงินเดือนให้ข้าราชการเพิ่งมีมา ในสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 5
หากจะข้ามเวลากลับมาให้ออเจ้าการะเกดเป็นสตรีไทยในยุค ค.ศ. 2018 นี้ จะเห็นได้ว่าสตรีไทยวันนี้ มีพลัง (Empowered) ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างมีประสิทธิผลและอย่างยั่งยืน เพราะสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการ ออมเงิน การเป็นผู้นำทางความคิด และในวงการธุรกิจ การมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจในองค์กรและสังคม ขณะเดียวกันเลือกได้ที่จะใช้เงินฟุ่มเฟือยหรืออย่างพอเพียง อยู่ในประเทศ ที่ระบบยุติธรรมแม้มีความท้าทายก็ความอิสระ และศาลก็พิพากษาลงโทษที่ได้สัดส่วน (Proportionate) มากกว่าในอดีต
สตรีไทยในยุคปัจจุบันมีโอกาสที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการต่อต้านการทุจริตและการสร้างระบบนิติธรรม (Rule of Law) ในประเทศที่แข็งแกร่งและเป็นธรรมอย่างแท้จริง โดยไม่ปล่อยให้ประเพณีวัฒนธรรมในการดูแลเครือญาติมากีดขวางต่อสู้กับการ
ฉ้อราษฎร์บังหลวง
สรุปแล้ว สตรีไทยในสมัยอยุธยาอาจนั่งรอ “บุพเพสันนิวาส” แต่สตรีไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ทหาร นักการทูต หมอ นักธุรกิจ หรือบุคคลธรรมดา สามารถช่วยสร้างความเข้มแข็งของสังคมไทยได้ หากมีแนวคิดและการกระทำที่ส่งเสริมหลักนิติธรรม ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชายไทยอกสามศอกเช่นกัน







