
จากแร้นแค้นสู่มั่งคั่ง ย้อนมองเศรษฐกิจจีนรอบ 40 ปี (จบ)
กล่าวได้ว่าหลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนที่ได้สร้างเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์
โดย ยุวดี คาดการณ์ไกล รองประธานสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
กล่าวได้ว่าหลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนที่ได้สร้างเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ จีนได้ใช้ทั้งทฤษฎีและสรุปบทเรียนจากประเทศที่พัฒนาแล้วมาทดลองและปฏิบัติ
จีนศึกษาทฤษฎีและสรุปบทเรียนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในทางทฤษฎีรายได้ที่เติบโตขึ้นไม่ใช่การเพิ่มจำนวนเงินแต่เป็นการเพิ่มกำลังซื้อ การเติบโตที่แท้จริงมีเงื่อนไขเบื้องต้นคือจะต้องทำให้ระดับการผลิตของแรงงานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งด้านหนึ่งต้องอาศัยการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งต้องดำเนินการให้มีการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนี่คือกลไกที่ต้องนำมาใช้เพื่อช่วยให้เกิดการเติบโตของรายได้ในระยะยาว กลไกนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม
จีนรู้ว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างตนแตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วตรงที่ภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ระดับอุตสาหกรรมก็มักอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก ถ้าจะทำให้ได้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีมายกระดับอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องมีการวิจัยประดิษฐ์คิดค้นเป็นของตนเอง แต่การประดิษฐ์คิดค้นจำนวนมากมักประสบความล้มเหลว ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำ ในช่วง 100 ปีกว่าที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3%
จีนเรียนรู้และเลียนแบบ ปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบท
เนื่องจากในช่วงเปิดประเทศใหม่ๆ จีนมีเทคโนโลยีที่ล้าสมัย อุตสาหกรรมมีมูลค่าเพิ่มต่ำ แต่สามารถใช้ประโยชน์ในฐานะผู้ที่มาทีหลัง นำเอาเทคโนโลยีที่พัฒนาเต็มที่แล้วไปทำให้เกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยี เข้าถึงอุตสาหกรรมที่พัฒนาเต็มที่ของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ เรียนรู้วิธีการยกระดับอุตสาหกรรม กระนั้นก็ตาม จีนยังเห็นว่าการเลียนแบบและการเรียนรู้เป็นที่มาของการสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการยกระดับคุณภาพการผลิต มีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงน้อยกว่ามากและทำได้เร็วกว่าด้วย เมื่อเปรียบกับการที่ต้องลงทุนประดิษฐ์คิดค้นเอง หลังสงครามโลกครั้งที่สองมี 13 ประเทศที่รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบในฐานะผู้มาทีหลังพัฒนาเศรษฐกิจของตนให้เติบโตทุกปีในอัตรา 7% ต่อปีหรือสูงกว่า ตลอด 25 ปีหรือมากกว่านี้ ผลจากการปฏิรูปและเปิดประเทศทำให้จีนถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 13 ประเทศนี้ที่มีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย
จีนต้องอาศัยรัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรและแทรกแซง
ในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน วิสาหกิจจีนไม่มีความสามารถแข่งขันกับตลาดภายนอกได้ หากไม่มีการคุ้มครองและอุดหนุนจากรัฐ วิสาหกิจล้มละลายแน่นอน ส่งผลให้เกิดการว่างงานอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลรู้ดีว่าจะกลายเป็นชนวนกระตุ้นความไม่มีเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองด้วย เวลานั้นยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศจำนวนมาก แม้ว่าได้ทำการ Privatize แล้ว รัฐก็ยังต้องคุ้มครองและอุดหนุนต่อไปจึงจะประคองให้อยู่รอดได้ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิด Rent-Seeking และคอร์รัปชั่น
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตอุตสาหกรรม ในเขตอุตสาหกรรมมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายใน มีการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการค้า ทั้งอุตสาหกรรมที่มีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ทำให้พัฒนาได้รวดเร็วขึ้น จากที่มีข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบกลายเป็นข้อได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน จนสามารถครอบครองตลาดภายในและต่างประเทศ มีทุนสะสมและส่งเสริมให้เกิดการยกระดับอุตสาหกรรม ในระหว่างนี้จีนได้ใช้ความเป็นผู้มาทีหลังให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
รัฐบาลจีนยังเห็นว่าหากอุตสาหกรรมไม่สามารถแก้ไขปัญหาตนเองได้ ก็ต้องอาศัยรัฐบาลมาดำเนินการ ศ.ดร.หลินอี้ฟู (Lin Yifu) เห็นว่าต้องมีตลาดที่มีประสิทธิภาพและมีรัฐบาลที่รับผิดชอบและมีคุณธรรม ตลาดจะมีประสิทธิภาพได้นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อน ในทางกลับกันรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบและมีคุณธรรมก็ต้องอาศัยตลาดที่มีประสิทธิภาพอันเป็นมุมมองสองด้านที่ประสานเข้าด้วยกัน







