posttoday
แบงก์ญี่ปุ่นเบนเข็ม ปรับทัพรุกดิจิทัล

แบงก์ญี่ปุ่นเบนเข็ม ปรับทัพรุกดิจิทัล

06 เมษายน 2561

ภาคธนาคารของญี่ปุ่น โดยเฉพาะบรรดาแบงก์รายใหญ่ต่างกำลังเร่งเกียร์เปลี่ยนการดำเนินงานสู่รูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

โดย นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ภาคธนาคารของญี่ปุ่น โดยเฉพาะบรรดาแบงก์รายใหญ่ต่างกำลังเร่งเกียร์เปลี่ยนการดำเนินงานสู่รูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น หลังแบงก์กำลังเผชิญทางตันในการทำกำไร ท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยติดลบในญี่ปุ่นที่ธนาคารกลาง (บีโอเจ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ลบ 0.1% และจากปัญหาจำนวนประชากรลดลงเรื่อยๆ จนก่อผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การฉุดกำลังซื้อ จนกดดันผลกำไรของภาคเอกชน

สำหรับการปรับทัพระลอกแรกก็ไม่ต่างกับบรรดาแบงก์ในไทยที่เริ่มด้วยการ “หั่นคน-ลดสาขา” โดย 3 แบงก์ใหญ่ในญี่ปุ่น ได้แก่ มิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (เอ็มยูเอฟจี) และซูมิโตโม มิตซุย (เอสเอ็มเอฟจี) ต่างประกาศปรับลดคนรวมกันราว 3.3 หมื่นอัตรา ในช่วงอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมิซูโฮยังประกาศลดสาขาทั่วประเทศให้เหลือเพียง 400 แห่ง จาก 500 แห่ง ภายในปี 2024 ด้วย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการตั้งรับเฉพาะหน้า เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงก่อน หลังผลกำไรของ 5 แบงก์ใหญ่ในญี่ปุ่น ที่รวมถึงแบงก์ 3 แห่งข้างต้น ลดลง 22.4% เมื่อเทียบรายปี มาอยู่ที่ 1.57 ล้านล้านเยน (ราว 4.59 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเดือน เม.ย.-ธ.ค. 2017

ขณะที่การปรับกลยุทธ์ระลอกต่อไปเป็นการหันไปพึ่งพา “เทคโนโลยี” มาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น ตั้งแต่การเริ่มใช้ระบบการประมวลผลด้วยหุ่นยนต์ (Robotic-Process Automation : RPA) ซึ่งอาร์พีเอสามารถตั้งโปรแกรมให้ทำงานได้หลายรูปแบบ เช่น การตรวจสอบเอกสารขอกู้เงินของลูกค้า การทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร หรือการสั่งโอนเงินข้ามประเทศ

สำหรับ ซูมิโตโม มิตซุย จะเริ่มใช้อาร์พีเอเก็บรวบรวมข้อมูลสินทรัพย์และการลงทุนต่างๆ ของลูกค้านับตั้งแต่เดือน เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการทำงานลง 3 ล้านชั่วโมง/ปี ภายในเดือน มี.ค. 2020 เทียบเท่ากับการจ้างพนักงานจำนวน 1,500 คน/ปี

ด้านเอ็มยูเอฟจีที่ใช้ระบบอาร์พีเอมานับตั้งแต่ปี 2014 หวังจะขยายขอบเขตการใช้งานระบบดังกล่าว โดยตั้งโปรแกรมให้ทำงานต่างๆ แทนคนราว 100 งาน และจะเพิ่มจำนวนเป็นราว 2,000 งาน ในอีก 6 ปีข้างหน้า นับตั้งแต่ปีงบการเงิน 2018 ขณะที่
มิซูโฮตั้งเป้าหมายใช้อาร์พีเอทำงาน 100 อย่างเช่นกัน และได้เริ่มใช้ระบบนี้ทดลองเปิดกองทุนให้ลูกค้าแล้ว ซึ่งใช้เวลาเพียง 2-3 วินาทีเท่านั้น เมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน ซึ่งอยู่ที่ 4-5 นาที

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนโฉมสู่รูปแบบดิจิทัลของธนาคารญี่ปุ่น ไม่ได้หยุดอยู่แค่การจะใช้ระบบหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติมาช่วยในการทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางรากฐานโครงสร้างระบบการชำระเงินออนไลน์ด้วยเช่นกัน

ล่าสุดนั้น นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า 3 แบงก์ใหญ่ คือ มิซูโฮ เอ็มยูเอฟจี และซูมิโตโม มิตซุย กำลังเร่งกำหนดมาตรฐานเดียวกันในการใช้ “คิวอาร์โค้ด” เพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินออนไลน์ โดยระบบคิวอาร์โค้ดดังกล่าวมีแนวโน้มเริ่มเปิดใช้จริงก่อนช่วงมหกรรมโตเกียว โอลิมปิก 2020

แบงก์ญี่ปุ่นเบนเข็ม ปรับทัพรุกดิจิทัล

มิซูโฮจะทดลองใช้ระบบคิวอาร์โค้ดดังกล่าวภายในเดือน เม.ย.นี้ ที่จังหวัดฟูกุชิมา โดยร่วมมือกับธนาคารโทโฮแบงก์ ซึ่งลูกค้าของทั้งสองธนาคารสามารถชำระค่าสินค้าและบริการผ่านคิวอาร์โค้ด ครอบคลุมร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ ที่มีผู้ใช้บริการราว 6,000 คน ซึ่งในช่วงแรกนั้นลูกค้าจะต้องโอนเงินในบัญชีเข้าไปเก็บไว้ในแอพพลิเคชั่นพิเศษก่อน แล้วค่อยเปิดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวเพื่อสแกนคิวอาร์โค้ดที่ร้านค้าในการชำระเงิน ซึ่ง มิซูโฮ ระบุว่า ผลการทดสอบระบบดังกล่าวที่จังหวัดฟูกุชิมาจะนำมาใช้สร้างมาตรฐานเดียวกันสำหรับการใช้คิวอาร์โค้ด

หากนำมาใช้จริงแล้ว ระบบคิวอาร์โค้ดไม่เพียงช่วยลดต้นทุนให้บรรดาแบงก์ญี่ปุ่น ร้านค้า และธุรกิจอื่นเท่านั้น คิวอาร์โค้ดยังจะเป็นรากฐานต่อยอดไปสู่บริการและนวัตกรรมทางการเงินอื่นๆ เช่น บริการชำระเงินออนไลน์แบบเรียลไทม์

เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจธนาคารที่มีสมาชิก 61 แห่ง ประกาศเปิดตัวแอพพลิเคชั่นชื่อ “มันนี่ แท็ป” ซึ่งพัฒนาร่วมกับริปเปิล (Ripple) บริษัทพัฒนาบล็อกเชนและเอ็กซ์อาร์พี สกุลเงินคริปโตชื่อดัง โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะเริ่มทดลองใช้ปลายปีนี้ และผู้ใช้สามารถชำระเงินได้ตลอดเวลาผ่านการโอนเงินจากบัญชีธนาคารหรือการสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมที่ชำระเงินได้แค่ช่วงธนาคารเปิดทำการเวลา 08.30-15.30 น. ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์

นอกจากนี้ คิวอาร์โค้ดยังจะเข้ามาเพิ่มความคล่องตัวในการชำระเงินด้วย “เงินดิจิทัล” โดยก่อนหน้านี้กลุ่มธนาคารนำโดย มิซูโฮ เจแปน แบงก์ โพสต์ และธนาคารระดับภูมิภาคอีกหลายแห่งกำลังเตรียมออก “เจ-คอยน์” เงินดิจิทัลภายในปีนี้ เพื่อทดลองใช้เป็นอีกตัวเลือกการชำระเงินช่วงโตเกียว โอลิมปิก 2020

เจ-คอยน์ของกลุ่มแบงก์ญี่ปุ่นนั้นแตกต่างจากเงินคริปโตทั่วไปที่มีความผันผวนสูง โดยมูลค่าของเจ-คอยน์จะผูกติดอยู่กับค่าเงินเยน (1 เจ-คอยน์ = 1 เยน) ซึ่งการชำระเงินด้วยเจ-คอยน์จะไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ทางแบงก์จะเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมของลูกค้าเอาไว้แทน โดยนอกจาก เจ-คอยน์แล้ว เอ็มยูเอฟจียังเตรียมออกเงินดิจิทัลของตัวเองด้วยเช่นกัน ชื่อ เอ็มยูเอฟจี คอยน์ แต่ยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาแน่ชัด

เจ-คอยน์ได้รับการออกแบบมาเพื่อหวังให้ชาวญี่ปุ่นลดใช้เงินสดโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ที่สัดส่วนราว 65% ของการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่อัตราการใช้เงินสดอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ 30%

การใช้เจ-คอยน์ คาดว่าจะช่วยให้กลุ่มแบงก์มีเงินอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นล้านเยน (ราว 2,928 ล้านบาท) เนื่องจากเงินดิจิทัลจะช่วยแบงก์ลดต้นทุนในด้านต่างๆ เช่น การขนส่งเงินสดไปยังสาขาทั่วประเทศ หรือค่าติดตั้งตู้เอทีเอ็มกดเงินสด

นอกจากความเคลื่อนไหวหลักๆ อย่างการเอาระบบหุ่นยนต์มาใช้ย่นระยะเวลาการทำงาน การเร่งวางมาตรฐานคิวอาร์โค้ด และการเตรียมออกเงินดิจิทัลแล้ว บรรดาแบงก์ญี่ปุ่นเปิดรับเทคโนโลยีมาใช้ในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น เอ็มยูเอฟจีที่ตั้งบริษัทฟินเทคขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว เพื่อวางแผนพัฒนาระบบการดำเนินการในแบงก์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และเปิดบริการทางการเงินอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นจากระบบบล็อกเชน

ขณะที่ ซูมิโตโม มิตซุย มีแผนพัฒนาระบบไบโอเมตริกสำหรับการชำระเงินออนไลน์ เพื่อหวังเสนอบริการเทคโนโลยีดังกล่าวให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หลังเปิดตัวโพราลิฟาย (Poralify) บริษัทร่วมทุนกับ เอ็นทีที ดาต้า คอร์ป ในญี่ปุ่น และบริษัท ดาออน อิงค์ ที่พัฒนาด้านไบโอเมตริกโดยเฉพาะ

การปรับทัพของกลุ่มแบงก์ญี่ปุ่นจึงไม่เพียงช่วยให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดต่อไปในยุคกำไรหดหายเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับระบบธนาคารและการชำระเงิน ซึ่งจะปูทางไปยังการแตกแขนงธุรกิจสู่รูปแบบใหม่ๆ อันก้าวหน้ายิ่งขึ้น ขณะที่ยุคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังขยับเข้าใกล้ขึ้นมาทุกขณะอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี