
หมดแรงส่งกระตุ้นกำลังซื้อฐานราก
เริ่มมีสัญญาณกำลังซื้อฐานรากกำลังอ่อนแรง แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยมาตลอด
โดย ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
เริ่มมีสัญญาณกำลังซื้อฐานรากกำลังอ่อนแรง แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยมาตลอด ซึ่งคาดหวังว่าจะเห็นผลในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โครงการประชารัฐสวัสดิการ และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ดูเหมือนว่าพลังของมาตรการดังกล่าวเริ่มที่จะหมดมนตร์ขลังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้
สาเหตุหนึ่งที่กำลังซื้อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือมนุษย์เงินเดือนเริ่มจะถดถอยลง จะสังเกตได้จากรายได้ลูกจ้างคนไทยที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราการว่างงานที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของแรงงานบางส่วนอ่อนแอและยังไม่ได้มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งอัตราการว่างงานปรับเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.18% ของกำลังแรงงาน ณ สิ้นปี 2560 และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาที่ 1.3% ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2561 โดยจำนวนผู้ว่างงานในปี 2560 เพิ่มขึ้นกว่า 7.32 หมื่นคน ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา เมื่อมองในภาพรวมแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนว่ากำลังซื้อของแรงงานอาจไม่ได้แข็งแรงนักในปีที่ผ่านมา
เมื่อดูตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนพบว่ายังขยายตัวได้ แต่มีการกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่ม เห็นได้จากดัชนีการบริโภคภาคเอกชนแบบปรับฤดูกาลเดือน ม.ค. 2561 เพิ่มขึ้น 6.3% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการบริโภคสินค้าคงทนเป็นหลัก ซึ่งขยายตัว 9% โดยเฉพาะยอดซื้อรถยนต์นั่งภายในประเทศเติบโตถึง 27.3% ในเดือนแรกของปี ขณะที่ดัชนีการบริโภคสินค้าไม่คงทนแบบปรับฤดูกาล ขยายตัวในระดับต่ำที่ 0.9% ซึ่งเป็นการสะท้อนได้ว่ามีผู้บริโภคบางกลุ่มที่ยังคงมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูง แต่ก็อาจมีผู้มีรายได้น้อยที่กำลังซื้อยังอ่อนแอ
จากผลการศึกษาของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) วิเคราะห์ว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจไม่ช่วยกำลังซื้อโดยรวมมากนัก หากจำนวนผู้มีงานทำยังน้อยลง การปรับขึ้นครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 315.97 บาท/วัน ซึ่งจะมีแรงงานลูกจ้างรายวันทั้งสิ้นประมาณ 4 ล้านคน หรือ 12% ของแรงงานทั้งหมดที่จะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยจะส่งผลให้ค่าจ้างต่อวันสำหรับกลุ่มใช้แรงงานรายวันขึ้นราว 3%
อย่างไรก็ตาม ผลบวกของการปรับขึ้นของค่าจ้างอาจถูกลดทอนลง หากกำไรธุรกิจอ่อนไหวกับค่าจ้างแรงงาน อาจส่งผลให้ธุรกิจลดการจ้างงานเพื่อชดเชยกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ในภาพรวมของกลุ่มลูกจ้างไม่เพิ่มขึ้น โดยหากดูในปี 2560 ที่มีการปรับค่าจ้างขึ้นระดับใกล้เคียงกัน พบว่าแม้ค่าจ้างขั้นต่ำจะถูกปรับเพิ่มขึ้นราว 2% แต่การจ้างงานของแรงงานกลุ่มนี้กลับลดลง 2.2%
สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ออกมานั้น มีมุมมองว่าช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้มีรายได้น้อยได้ในระยะสั้น ซึ่งจะมีผลต่อแต่ละกลุ่มรายได้ที่ต่างกัน จากผู้มีรายได้น้อยทั้งหมดที่ได้รับการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.4 ล้านคน อาจส่งผลต่อผู้มีรายได้น้อยได้เป็น 2 กลุ่ม สำหรับกลุ่มแรกที่มีรายได้มากกว่า 3 หมื่นบาท/ปี แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปีนั้น การได้รับวงเงินการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 200 บาท/เดือน อาจไม่ได้ส่งผลให้การบริโภคของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสัดส่วนราว 3.7% ของรายได้ทั้งปีเท่านั้น
ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี จะได้รับวงเงินเข้าบัตรสวัสดิการ 300 บาท/เดือน หรือ 3,600 บาท/ปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 13.6% ของรายได้ทั้งปี ถือเป็นสัดส่วนสำคัญที่อาจทำให้กลุ่มดังกล่าวสามารถนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายในส่วนอื่นเพิ่มเติมขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของวงเงินช่วยเหลือด้านค่าเดินทาง 500 บาท/เดือน สำหรับค่ารถเมล์ รถไฟ และรถทัวร์ อาจไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนักในการใช้จ่ายแต่ละเดือน เนื่องจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรถขนส่งสาธารณะน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถส่วนตัวและเสียค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าน้ำมันเป็นหลัก
มาตรการสุดท้ายโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 2) การพัฒนาทักษะของผู้มีรายได้น้อยพร้อมให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติม จะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อในระยะสั้น โดยจะมีผลผ่านช่องทางการให้วงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมจากโครงการระยะที่ 1 อีก 100-200 บาท/เดือน สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าอบรม ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินในส่วนนี้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.4 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย.ของปีนี้
แม้ว่าการเข้าฝึกอบรมจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยบางส่วนหางานทำ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกำลังซื้อเช่นกัน แต่ในมุมมองของอีไอซีคาดว่าในระยะสั้นจะเป็นในส่วนของงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะสูง ได้แก่ แรงงานทั่วไปและพนักงานบริการหรือพนักงานขาย ซึ่งจากข้อมูลของกรมการจัดหางานพบว่ามีความต้องการแรงงานในอาชีพดังกล่าวอยู่เฉลี่ยราว 1-2 หมื่นอัตรา/เดือน
อย่างไรก็ตาม ผลสำเร็จของโครงการระยะที่ 2 นี้ก็ยังมีข้อควรพิจารณาในอีกหลายด้าน ได้แก่ ตำแหน่งงานว่างในปัจจุบันมีอยู่อย่างจำกัด โดยจากข้อมูลกรมการจัดหางาน ณ ปี 2560 มีตำแหน่งงานว่างเพียง 3.4 หมื่นตำแหน่ง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่รัฐตั้งเป้าไว้ราว 5 ล้านคน ในขณะเดียวกันการเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจเผชิญกับปัญหาทักษะของแรงงานไม่สอดคล้องกับที่นายจ้างต้องการ ซึ่งการเข้าฝึกอบรมในระยะสั้นๆ อาจไม่เพียงพอสำหรับนายจ้างบางรายที่มองหาแรงงานที่มีประสบการณ์มากกว่า
สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการประกอบธุรกิจของตนเอง เช่น การขายสตรีทฟู้ด จะต้องเผชิญกับการแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ค่อยแข็งแรงก็อาจทำให้กิจการสำเร็จได้ยาก ซึ่งก็อาจมีผลให้การให้สินเชื่อกับกลุ่ม
ดังกล่าวก็มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ยังต้องติดตามต่อไปว่า “รัฐบาล” จะมีมาตรการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ออกมาอย่างไร เพราะขณะนี้มาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ที่คาดว่าออกดอกออกผลในปีนี้ เริ่มที่จะมีสัญญาณชัดเจนว่ากำลังที่จะอ่อนแรงและเหี่ยวเฉาลงไปแล้ว







