
‘ประสาร’ เร่งปฏิรูปการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ แก้สถาบันล้าหลัง
ในโอกาสครบรอบ 80 ปี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ในโอกาสครบรอบ 80 ปี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจและกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปฏิวัติธุรกิจ ปฏิรูปการศึกษา” ซึ่งการส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตยั่งยืนภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานใน 3 เรื่อง คือ การพัฒนาคน การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความล้าสมัยของโครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ
ประสาร กล่าวว่า ใน ปี 2560 เป็นปีแรกที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวพร้อมกันหลายภูมิภาค โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2560 อยู่ที่ 3.7% ขณะที่ปี 2561 และ 2562 มีทิศทางโตต่อเนื่องอยู่ที่ 3.9%
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังมีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และแม้ว่าคาบสมุทรเกาหลีจะดูสงบ แต่ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิประเทศทั่วโลกยังมีให้เห็น ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน
ประสาร กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยหลายสำนักคาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตได้ดีตามทิศทางเศรษฐกิจโลก ด้านการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป การใช้จ่ายภาครัฐถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้จะถือเป็นแรงผลักดันสำคัญของเศรษฐกิจไทยปีนี้ และการส่งออกยังฟื้นตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของทั้งบุคคลและการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) แทนพนักงาน รวมถึงธนาคารพาณิชย์เริ่มมีการปิดสาขาและแข่งขันกันฟรีค่าธรรมเนียม ซึ่งธนาคารพาณิชย์มีรายได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี จากค่าธรรมเนียม แต่จำเป็นต้องลดค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาฐานลูกค้า 2-3 ล้านคน ของแต่ละธนาคารไว้
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วยศักยภาพการเติบโตของประเทศที่ลดลงมาก ในช่วงปี 2543-2556 จีดีพีขยายตัว 4% ขณะที่ช่วงปี 2530-2539 ขยายตัว 8-9% นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมติดอันดับต้นๆ ของโลก และสถาบันทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะสถาบันภาครัฐไม่ตอบโจทย์ประเทศและเท่าทันการเติบโตของโลก
สำหรับปัจจัยที่จะทำให้ประเทศเดินหน้า นั่นคือการปฏิรูปการศึกษาไทย ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าระบบคุณภาพการศึกษาไทยต่ำอยู่ในอันดับที่ 8 ของอาเซียน ต่อจากเวียดนามและกัมพูชา การปฏิรูปการศึกษาเป็นช่องทางในการปลดล็อกประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตช่วยลดช่องว่างการเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและวาระของคนไทยทั้งชาติ
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการใช้งบประมาณด้านการศึกษาถึง 20% ของงบประมาณทั้งหมดถือว่าสูงระดับต้นๆ ของเอเชีย แต่มีเด็กถึง 6.7 แสนคน อยู่นอกระบบการศึกษาและมีเด็กในครอบครัวที่รายได้ต่อเดือนไม่ถึง 3,000 บาท จำนวน 2.5 ล้านคน โดยงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ถึงเด็กเพียงประมาณ 50 สตางค์/คน/วันเท่านั้น
ขณะที่โรงเรียนในปัจจุบัน 3 หมื่นแห่งมากกว่าครึ่งมีนักเรียนไม่ถึง 150 คน และมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีมากกว่า 100 แห่ง คาดว่าเกินความต้องการของประเทศ อย่างไรก็ตามทุกภาคส่วนช่วยกันปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพมากกว่าเน้นปริมาณและเท่าทันความต้องการของโลกสร้างองค์ความรู้พัฒนาสังคมและเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศ
ทั้งนี้ ประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำระดับต้นๆ ของโลก เป็นความเหลื่อมล้ำทั้งด้านเศรษฐกิจ และการศึกษา ทำให้คุณภาพการศึกษาต่ำลง ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อผลิตภาพคนไทย และศักยภาพทางเศรษฐกิจต่ำลงตาม
ประสาร กล่าวว่า แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้จะเป็นสัญญาณที่ดี แต่ในความเป็นจริงถือเป็นการขยายตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากศักยภาพทางการแข่งขันที่แท้จริงของไทย ดังนั้นภาครัฐและเอกชนควรมองไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เพื่อพยายามแก้ปัญหาโครงสร้างดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกอันเกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ทำให้โครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจที่เคยออกแบบไว้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อหลายสิบปีก่อน กลายเป็นความล้าสมัยที่ไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ และปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ ซึ่งถือเป็นมิติที่มีความสำคัญ เพราะภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย กฎหมาย กฎเกณฑ์ และกติกา ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างแรงจูงใจและระบบนิเวศที่เอื้อให้เศรษฐกิจสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ 3 เรื่องหลักที่ควรทำพร้อมกันนับจากนี้ คือ เรื่องของคุณภาพคน ต้องเน้นการเพิ่มทักษะความสามารถของคนทำงานทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร แรงงาน และคนทำงานในด้านอื่นๆ รวมถึงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะยกระดับความสามารถของภาคธุรกิจไทย ปรับโครงสร้างพื้นฐานการศึกษาเพื่อให้เด็กไทยทุกคนเติบโตอย่างคนคุณภาพของประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถาบันต่างๆ ที่แม้ในอดีตได้ออกแบบไว้ดีแต่ใช้ได้ดีในอดีต ต้องปรับให้เข้ากับบริบทในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เช่น การวางทิศทางนโยบายประเทศ หรือการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ หากทำได้จะทำให้การเติบโตของไทยเป็นไปอย่างมีศักยภาพ







