posttoday
มาร์คย้ำจีดีพี53โต7-8%

มาร์คย้ำจีดีพี53โต7-8%

13 ตุลาคม 2553

นายกรัฐมนตรี ยังมั่นใจ  GDP ปี53 โต 7-8% หลังประเมินส่งออกโตได้ 20-30%

นายกรัฐมนตรี ยังมั่นใจ  GDP ปี53 โต 7-8% หลังประเมินส่งออกโตได้ 20-30%

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 7-8% จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เพียง 4-5% สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากภาคส่งออกที่ช่วยเป็นแรงขับเคลื่อน โดยคาดว่าปีนี้การส่งออกของไทยจะเติบโต 20-30%

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาคมเศรษกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้ เป็นการสร้างความตื่นตัวในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย รัฐบาลมีหน้าที่จัดกติกา และบริหารงานให้ราบลื่นมีเสถียรภาพ ฉะนั้นความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของภาคเอกชน ภายใต้การดูแลของภาครัฐ

เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ในช่วงที่อาเซียนมีความพยายามที่ขับเคลื่อนการรวมตัวมากขึ้นนั้น แต่ขณะนั้นยังไม่มีการตกลงในเรื่องการสร้างประชาคม ด้าน เศรษฐกิจ  มีคำถมเกิดว่าสมาชิกมีความจิงจังมากน้อยเพียงใด และเมื่อปี2540 มีหลายคนบอกว่าภูมิภาคนี้จะหมดความสามารถไป แต่สถานการณ์ขณะนี้ตรงกันข้ามแล้ว  เพราะในถานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเอเซียแปซิฟิก เราพบว่าภูมิภาคนี้สามาถฟื้นต้วจากวิกฤติศก.โลกได้เร็ว ที่สุ ดมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในภูมิภาคต่าง

สิ่งที่ทำให้ภาคนี้ประสบความสำเร็จเนื่องจากการดำเนินนโยบายมีการดำเนินการด้านศก.ในภาพรวมมีการประสานงานที่ใกล้ชิดมากขึ้น และกลุ่มจี 20 ที่เปิดโอกาสให้มีตัวแทยของอเซียนเข้าไปเสนอมุมมองแง่คิดที่เกี่ยวข้องกับการบริการศก.ในสภาวะวิกฤติและนโยบายกระตุ้นศก.มหาภาค ที่แต่ละประเทศที่ความสอดคล้องกัน

อีกไม่นานจะมีการประชุม จี 20 ที่ประเทศเกาหลี ที่กลุ่มอาเซียนหารือ คือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ที่เป็นปัญหาใหญ่ของการประสานนโยบายของศก.มหาภาค และการปรับโครงสร้างของศก.โลก  ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกนในระดับผู้นำเพื่อแก้ปัญหา ตนคิดว่าประชาคมอาเซียนยังมีบทบาทในความคิดเห็นของประชาคมโลกด้วย

ทั้งนี้ภาวะวิกฤติศก.โลกที่เกิดขึ้นนี้ ในขณะที่โลกส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายกีดกันการทางการค้า ซึ่งอาเซียนก็ยืนยันเช่นนั้นด้วย แต่ภาพรวมจะมีมาตรการในเรื่องของการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยในขณะที่โลกประสบวิกฤติศก. สิ่งที่สำคัญคือในกลุ่มอาเซียนของเราเองนอกจากจะไม่กีดกันทางการค้า  แต่ยังให้เดินหน้าในในเรื่องเขตการค้าเสรี หุ้นส่วนทางศก.กับประเทศคู่เจรจาที่สำคัญ  เช่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลน ญีปุ่น เกาหลี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศก.โลกเมื่อเริ่มฟื้นตัวมากขึ้นการเติบโตของกลุ่มการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในส่วนของไทย การส่งรส่งออกปีนี้อยู่ที่20-30 % จึงเป็นจุดหนึ่งที่ยืนยันว่าเรามีความร่วมมืองในอาเซียน ทางด้านศก. ส่วนเรื่องเงินทุนที่ไหลข้ามชาติ เล็งเห็นว่าการร่วมทุนไม่ได้จำกัดอยู่ภายในอาเซียนเท่านั้น ยังมีการเพิ่มบทบาทและเสียงในประเทศกำลังพัฒนา เช่น กองทุนระหว่างประเทศ หรืออ imf และธนาคารโลก

เมื่อมองในอนาคตในอีก 5 ปี ตลาดอาเซียน จะมีประชากร 700 ล้านคน และผลิตภัณมวลรวมจะมีมูลค่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฉะนั้นภูมิภาคนี้จะเป็นศก.ขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเทียบเคียงกับ จีน อินเดีย ในแง่ของตลาดที่สำคัญ เป็นผู้เล่นสำคัญในศก.โลกได้ อย่างน้อยที่สุดอาเซียน 6 สามารถผลักดันในเรื่องของการลดภาษีศุลกากร เป็นศูนย์ใน 98 % ของสินค้าต่าง รวมถึงการค้าการลงทุน 

ขอเน้นย้ำใน 3 ประเด็นของกรอบความร่วมมือของอาเซียนจะจำกัดแค่เรื่องศก.ไม่ได้  1.ความร่วมมือทางสังคม วัฒนธรรม  และการเมือง จะต้องคู่ขนานกับความร่วมมือทางศก. ที่อยากเห็นภาคประชาชนร่วมทำกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน 2.การลดช่องว่างของประเทศที่เป็นสมาชิกใหม่ เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า การลดช่องงว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นจะทำให้ศักยภาพของประชาคมอาเซียนสะดุดลงได้ เราจึงต้องเร่วสร้างความพร้อมในเชิงการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มประเทศที่เป็นสมาชิกดี่งเดิมและประเทศสมาชิกใหม่  และ3. จะต้องสร้งความตื่นตัวในภาคธุรกิจด้วย 

ในส่วนไทยนั้น บทบาทสำคัญคือ  2 ประเด็น 1.ศก.การเมือง ที่ไทยได้รับการยอมรับว่าบริหารศก.โดยให้ความสำคัญกับกลไกของตลาดการเปิดประเทศมาตลอด เป็นแนวทางที่สอดคล้อกับการเปิดเสรี ฉะนั้นเราจะใช้ความมั่นใจที่โลกมีต่อเราในแง่ของการบราหารจัดการให้เป็นประโยชน์ แง่ของความเป็นผู้นำในเรื่องของการค้าเสรี  2.เราประเทศที่เชื่อมต่อประเทศเก่าและใหม่ จึงต้องเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยง ฉะนั้นเราต้องเร่งการโยงประเทศต่าง เราจะไม่ได้พูดเฉพาะปัญหาเรื่อง การลดภาษีศุลกากร เพราะมีกฏระเบียบการผ่านแดน จะเห็นว่าเรายังมีปัญหาอยู่ตลอด จะเห็นว่าด่านที่อำเภแม่สอด ยังไม่เปิด ฉะนั้นเราต้องมีบทบาทในการนำ  กระนั้น อเมริกา มีการพูดถึงความร่วมมือแบบไตรภาคี ที่จะร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพท้นฐาน เช่น โครงข่ายรถไฟ ระบบราง หรือกรณีพม่า ที่เราหนุนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ต้องการเชื่อมโยงมายังชายฝั่งตะวันออกของเรา ที่สามารถมะลุไปถึง กัมพูชา และเวียดนาม   

2.การส่งเสิมการมีส่วนเร่วม ในอาเซียนกระจายไปในวงกว่างมากที่สุด จึงมีโครงการพัฒนา SMEs ซึ่งต้องเร่งทำคาวมเข้าใจในเชิงกฏระเบียบของประเทศต่างที่ยังเป็นปัญหาอยู่ และการเอื้อเรื่องตลาด ในส่วนนโยบาย ของรัฐบาล เช่น ศก.สร้างสรร ที่เราต้องสร้างทำให้ภาคธุรกิตขนาดเล็ก และขนาดกลาง มีบทบาทมากขึ้น ขณะนี้เรื่องการรวมตังของอาเซียน เป็นเรื่องท้าทาย ไม่ใช่แค่ภาครัฐ และเอกชน เราต้องขยับได้เร็ว  ถ้าหากปี 2558 มาถึง แล้วเราไม่พร้อม จะทำให้เราลำบาก ฉะนั้นรัฐให้ความสำคัญมาเป็นพิเศษ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ