
เอกชนทั่วโลกแห่ออกไอพีโอ
เอกชนโลกแห่ออกไอพีโอ นำโดยยุโรป หลังตลาดหุ้นพุ่งแรง-เศรษฐกิจโลกเติบโตสดใส
เอกชนโลกแห่ออกไอพีโอ นำโดยยุโรป หลังตลาดหุ้นพุ่งแรง-เศรษฐกิจโลกเติบโตสดใส
รอยเตอร์สรายงานว่า เอกชนทั่วโลกต่างยื่นออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก(ไอพีโอ) เพิ่มขึ้นเกือบ 26% คิดเป็นมูลค่า 3.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2018 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากบริษัทต่างเร่งออกไอพีโอ หลังตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากหน่วยงาน ทอมป์สัน รอยเตอร์ส อีควิตี้ แคปปิตอล มาร์เก็ตส์ (อีซีเอ็ม) ระบุว่า บริษัททั่วโลกระดมเงินจากการออกไอพีโอทั้งหมดได้ 1.87 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีที่แล้ว
รายงานระบุว่า กระบวนการยื่นออกไอพีโอเกิดขึ้นมากที่สุดในประเทศยุโรปและสหรัฐ โดยในยุโรปนั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งไอพีโอมูลค่าสูงสุด 2 อันดับมาจากเยอรมนี คือ การยื่นออกไอพีโอของเฮลธ์ทิเนียร์ ธุรกิจผลิตอุปกรณ์การแพทย์ของซีเมนส์ มูลค่า 2.8 หมื่นล้านยูโร (ราว 1 ล้านล้านบาท) และหน่วยบริหารจัดการสินทรัพย์ของธนาคารดอยช์แบงก์ มูลค่า 6,500 ล้านยูโร (ราว 2.4 แสนล้านบาท)
“ตลาดยุโรปเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุน นำโดยเยอรมนีและฝรั่งเศส” ฟิลิป ดรูรี หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของธนาคารซิตี้ กล่าว
สำหรับในสหรัฐนั้น รอยเตอร์สระบุว่า นักลงทุนและนายแบงก์กำลังจับตาการออกไอพีโอของกลุ่มสตาร์ทอัพยูนิคอร์น เช่น อูเบอร์ และ แอร์บีเอ็นบี ซึ่งมีมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.1 หมื่นล้านบาท) แม้ยังไม่ได้เสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นตัวเลือกหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มเติม หลังเกิดแรงเทขายหุ้นยักษ์เทคโนโลยีกลุ่ม FAANGs ที่ประกอบด้วย เฟซบุ๊ก อเมซอน แอปเปิ้ล เน็ตฟลิกซ์ และกูเกิล จากความวิตกกรณีความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้
อย่างไรก็ดี ดรูรี เสริมว่า บรรยากาศการค้าโลกที่ทวีความตึงเครียดจากกรณีสหรัฐประกาศจะตั้งภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) และการเทขายหุ้นเทคโนโลยีช่วงที่ผ่านมา กำลังสร้างความวิตกให้เอกชนมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน รอยเตอร์สรายงานว่า การเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรกปีนี้ โดยเพิ่มขึ้น 67% เมื่อเทียบรายปี ไปอยู่ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 37 ล้านล้านบาท) โดยได้แรงหนุนจากกฎหมายปรับลดภาษีของสหรัฐ และการขยายตัวแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยุโรป โดยการทำเอ็มแอนด์เอในยุโรปเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 2 เท่า ขณะที่ในสหรัฐและเอเชีย เพิ่มขึ้น 67% และ 11% ตามลำดับ
รอยเตอร์สเสริมว่า แม้มูลค่าการทำเอ็มแอนด์เอปรับตัวขึ้น แต่จำนวนข้อตกลงเข้าซื้อกิจการลดลง 10% ไปอยู่ที่ราว 1 หมื่นข้อตกลง ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการคุมเข้มการเข้าซื้อกิจการของต่างชาติในสหรัฐ เช่น จากกรณีรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งระงับการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ ควอลคอมม์ ผู้ผลิตชิปสหรัฐ โดย บรอดคอมม์ ผู้ผลิตชิปจากสิงคโปร์ จากความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ







