
เฟซบุ๊กรั่วปลุกกระแส ผวาข้อมูลผู้ใช้ไม่ปลอดภัย
กรณีข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊ก 50 ล้านคนรั่วไหลไปยังเคมบริดจ์ อนาลิติกา บริษัทวิจัยข้อมูลในอังกฤษ
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
กรณีข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊ก 50 ล้านคนรั่วไหลไปยังเคมบริดจ์ อนาลิติกา บริษัทวิจัยข้อมูลในอังกฤษ กำลังปลุกกระแสความวิตกประเด็นความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ จนเริ่มลุกลามไปยังบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นด้วยเช่นกัน โดยเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นบริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่มีความสุ่มเสี่ยงและปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ใช้
ล่าสุดนั้น ดีย์แลน เคอร์แรน ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและผู้พัฒนาเว็บไซต์ เปิดเผยในบทความบนเว็บไซต์ เดอะ การ์เดี้ยน ว่า กูเกิล ยักษ์ไอทีอีกราย ดำเนินการเก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
เคอร์แรน ระบุว่า กูเกิลตามเก็บข้อมูลส่วนตัวของเคอร์แรนนับตั้งแต่ปี 2009 จนมีขนาด 5.5 กิกะไบต์ โดยข้อมูลดังกล่าวรวมถึงรูป บทความออนไลน์ เบอร์โทรศัพท์เพื่อน อีเมลส่วนตัวที่เคยส่งหรือลบทิ้งไปแล้ว และประวัติการค้นหากูเกิลและวิดีโอในยูทูบทั้งหมดที่เคอร์แรนเปิดดูและพิมพ์ลงสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้กูเกิลยังเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของผู้ใช้ทุกครั้งที่เคอร์แรนเปิดสมาร์ทโฟน โดยการเปิดเผยดังกล่าวได้รับการรีทวีตกว่า 1.4 แสนครั้ง
“กูเกิลอาจแย่กว่าเฟซบุ๊ก 10 เท่าด้วยซ้ำ เพราะกูเกิลเก็บข้อมูลผู้ใช้มาก่อนเฟซบุ๊ก แต่แพลตฟอร์มโซเชียล มีเดียทุกแห่งก็เก็บข้อมูลผู้ใช้ เพื่อใช้ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและใช้สำหรับทำการตลาด” ศ.ไนเจล เฟร์ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์กล่าวกับเว็บไซต์นิวส์ของออสเตรเลีย
“เฟซบุ๊ก” ฉาวไม่จบ
เหตุข้อมูลรั่วไหลทำให้เฟซบุ๊กต้องเร่งดำเนินการกอบกู้ความเชื่อมั่นจากผู้ใช้ โดยล่าสุดบริษัทออกมาตรการคุมเข้มความปลอดภัยผู้ใช้หลายอย่างรวมถึงการปรับหน้าการตั้งค่าบนแพลต ฟอร์ม เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการแสดงผลข้อมูลผู้ใช้ต่อสาธารณะได้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายมองว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของเฟซบุ๊กเป็นเพียงแค่การชิงยกเครื่องนโยบายความปลอดภัยผู้ใช้ใหม่ ก่อนที่ทางสหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มใช้กฎคุมเข้มความปลอดภัยของข้อมูลฉบับใหม่ หรือจีดีพีอาร์ ที่เพิ่มอำนาจผู้บริโภคควบคุมการแชร์ข้อมูลไปยังบริษัทเก็บข้อมูล และจะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.
ขณะเดียวกัน ปัญหาของเฟซบุ๊กยังไม่จบสิ้นลง โดยล่าสุดเว็บไซต์บัซฟีดออกมาแฉบันทึกชื่อว่า “ความอัปลักษณ์” ที่เขียนโดย แอนดรูว์ บอสเวิร์ต รองประธานของเฟซบุ๊ก เมื่อปี 2016 ซึ่งระบุถึงแนวทางการดำเนินการของเฟซบุ๊ก ที่มุ่งเน้นความพยายามผลักดันแพลตฟอร์มบริษัทให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น แม้การเติบโตดังกล่าวจะแลกมาด้วยความปลอดภัยของผู้ใช้ก็ตาม
“เราเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน...แม้ว่าการกระทำนั้นจะส่งผลกระทบในด้านลบ เช่น การทำให้คนตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้ง หรือทำให้มีเหยื่อเสียชีวิตจากการก่อการร้ายที่ใช้แพลตฟอร์มเราเป็นเครื่องมือการก่อเหตุ แต่เราก็ยังเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน” บันทึกระบุ
“ความจริงอันน่ารังเกียจนั้นคือเราเชื่อมั่นถึงการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างมาก จนทำให้เราเชื่อว่าวิธีการใดก็ตามที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้องอย่างแท้จริง”
แม้ว่าภายหลังบอสเวิร์ตจะออกมาแก้ตัวว่า ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในบันทึกดังกล่าว โดยเขียนเพื่อต้องการเปิดประเด็นถกเถียงแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในหมู่พนักงาน แต่บันทึกก็บ่งชี้ถึงแนวคิดของหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ที่ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อแนวทางการรักษาข้อมูลผู้ใช้ของเฟซบุ๊กอีกเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ได้เกิดกระแสลบแอพพลิเคชั่นเฟซบุ๊กทิ้ง ภายใต้แฮชแท็ก #DeleteFacebook ในหมู่ผู้ใช้โซเชียล
ข้อมูลออนไลน์ไม่ปลอดภัย
กรณีเฟซบุ๊กไม่ใช่กรณีล่าสุดที่แสดงถึงความเปราะบางของเก็บข้อมูลผู้ใช้ออนไลน์ โดยบริษัท อันเดอร์ อาเมอร์ อิงค์ ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬารายใหญ่จากสหรัฐ เป็นเหยื่อรายใหม่ของแฮ็กเกอร์ที่เจาะเข้ามาในระบบของบริษัทขโมยข้อมูลผู้ใช้ถึง 150 ล้านคน ในแอพ MyFitnessPal ที่เป็นแอพสำหรับติดตามการออกกำลังกายของผู้ใช้ เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการแฮ็กครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
แม้ว่าข้อมูลที่แฮ็กเกอร์ขโมยไปจะไม่มีข้อมูลด้านการชำระเงินของผู้ใช้ แต่ก็ยังมีข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขประกันสังคม เลขโทรศัพท์ เลขทะเบียนรถ และอีเมล โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า อีเมลที่ถูกขโมยไปอาจตกเป็นเป้าหมายของการสแปมได้ และข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำไปขายต่อในเว็บไซต์ใต้ดินได้ด้วย
ทั้งนี้ กรณีแฮ็กดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามควบคุมความมั่นคงไซเบอร์ของบรรดาบริษัทและหน่วยงานรัฐทั่วโลก โดยในวันเดียวกัน นายกเทศมนตรี บิล เดอ บลาซิโอ ของนครนิวยอร์ก เปิดตัวแอพสมาร์ทโฟนใหม่ ชื่อ NYC Secure ที่จะเปิดให้ดาวน์โหลดได้ภายในช่วงกลางปีนี้ โดยแอพดังกล่าวจะแจ้งเตือนผู้ใช้ทุกครั้งที่ผู้ใช้เข้าถึงเว็บไซต์หรือโหลดแอพอื่นที่สุ่มเสี่ยงถูกใช้เป็นเครื่องมือของแฮ็กเกอร์ในการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ อีกทั้งยังจะแจ้งเตือนผู้ใช้ทุกครั้งที่เข้าใช้เครือข่ายไว-ไฟที่สุ่มเสี่ยงอีกด้วย







