
บางจากรุกพลังงานทดแทน
เปิดแผน5ปีเพิ่มลงทุน2หมื่นล. ลดสัดส่วนธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน
โพสต์ทูเดย์
— บางจากปรับแผนธุรกิจ 5 ปี ทุ่มงบ 2.3 หมื่นล้านบาท ลดสัดส่วนโรงกลั่นน้ำมัน เพิ่มธุรกิจใหม่ พลังงานทดแทนนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจากปิโตรเลียม เปิดเผยภายหลังลงนามในสัญญาเงินกู้ กับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ว่า บางจากมีแผนปรับสัดส่วนฐานรายได้ธุรกิจใน 5 ปีข้างหน้าใหม่
กำหนดเงินลงทุนไว้ 2.3 หมื่นล้านบาท จากเดิมรายได้ธุรกิจในเครือจะแบ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมัน 70% และธุรกิจตลาด 30% โดยจะปรับเป็น 50% เท่ากัน ซึ่งในส่วนของธุรกิจตลาดจะให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านพลังงานทดแทนมากขึ้น คาดหวังจะทำให้มีรายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (อีบิตดา) เพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบัน 5,0006,000 ล้านบาทต่อปี
สาเหตุที่ลดสัดส่วนของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเหลือ 50% เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่ต้องเจอกับความเสี่ยงของราคาน้ำมัน ขณะที่บางจากไม่มีธุรกิจปิโตรเคมีรองรับ จำเป็นต้องหารายได้จากส่วนอื่นๆ มาเพิ่มเติมด้วย
โครงการลงทุนใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) กำลังผลิต 120 เมกะวัตต์ เหมืองโปแตช โรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการขยายกำลังผลิตไบโอดีเซล (บี100) และโรงงานเอทานอล
นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดทำโครงการส่งเสริมการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันให้กับเกษตรกร มีเป้าหมาย 2 แสนไร่ เริ่มโครงการนำร่อง 1,200 ไร่ ย่านรังสิตองครักษ์ ปาล์มน้ำมันที่ได้จะนำมาผลิต บี100 รองรับนโยบายใช้น้ำมัน บี5 ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไป
สรุปงบลงทุนที่วางไว้ 2.3 หมื่นล้านบาท จะนำมาลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 1.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือกว่า 5,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนในโครงการอื่นๆ โดยยอมรับว่าธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันประสบปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันต่อเนื่อง ทำให้ต้องหาธุรกิจอื่นมาเสริมรายได้ ซึ่งตั้งแต่เดือน เม.ย. จะลดสัดส่วนการผลิตดีเซลลง หันมาผลิตน้ำมันเครื่องบินแทน
สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ จะก่อสร้างเฟสแรก 38 เมกะวัตต์ ลงทุน 4,200 ล้านบาท เป็นเงินกู้จากเอดีบี โดยขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เดือน ต.ค. 2554 อัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม หรือแอดเดอร์8 บาทต่อหน่วย ทำให้บางจากมีอีบิตดาเพิ่ม 700 ล้านบาทต่อปี
โครงการนี้ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.5 หมื่นตันต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกป่า 2.6 หมื่นไร่ และช่วยลดนำเข้าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เทียบเท่ากับการลดนำเข้าถ่านหิน 4 หมื่นตันต่อปี







