posttoday
ยายังไม่แรงพอ

ยายังไม่แรงพอ

13 ตุลาคม 2553

....เจียรนัย อุตะมะ

ไทยจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการออกมาตรการดูแลค่าเงิน เพราะไม่มี นโยบายสกัดกั้นเงินทุนเชิงรุก ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า ในที่สุดจะมียาแรงตามมาภายหลัง

ทีมอัตราการแลกเปลี่ยนของโนมูระ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางเอเชียจะออกมาตรการดูแลค่าเงินของตนที่แข็งค่าขึ้น โดยประเทศที่มีความเสี่ยงในการออกมาตรการดูแลอัตราการแลกเปลี่ยนมากที่สุดในภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ รองลงมาได้แก่ ไต้หวันและไทย ส่งผลต่อการวิตกและอ่อนค่าของอัตราการแลกเปลี่ยนในระยะสั้น

นอกจากนั้นตลาดโลกยังวิตกต่อสงครามอัตราการแลกเปลี่ยน เนื่องมาจาก นโยบายอัตราการแลกเปลี่ยนกลายเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งมากที่สุด ก่อนการประชุมในกรุงโซล ของเกาหลีใต้ ของผู้นำจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่ชั้นนำของ จี20 โดยถ้าแต่ละประเทศยืนกรานในผลประโยชน์ของตนเองในช่วงระยะการฟื้นตัว (โดยการแข่งกันแทรกแซงค่าเงินของตนเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันด้านราคา) ก็จะทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าและจะสร้างปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก

ด้านค่าเงินบาทไทย คาดว่าจะแข็งค่าต่อเนื่องในระยะยาวเพราะรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้ตั้งใจจะสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าอย่างจริงจัง ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น

นักวิเคราะห์ในตลาดยังเชื่อว่าเงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และอาจมากขึ้นในปีหน้าเมื่อมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณใหม่ (Quantitative Easing : QE2) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ และภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่มาตรการเงินบาทจะออกมาอยู่ดี และหากมาตรการไม่แข็งแกร่งพอ เงินทุนน่าจะยังไหลเข้ามามากขึ้นในปีหน้า

ขณะที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นควบคุมเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้และตลาดเงินมากกว่าตลาดทุน และออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนั้นยังมีมาตรการส่งเสริมให้เงินไหลออก

นักวิเคราะห์ในตลาดคาดว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลจะต้องออกมาตรการเชิงรุกมากขึ้น เพื่อพุ่งเป้าโดยตรงไปยังเงินทุนไหลเข้า จากเงินทุนไหลเข้าที่ยังแรงต่อเนื่องจนถึงปีหน้า เช่นเดียวกันกับการไหลเข้าในภูมิภาคเอเชีย

นอกจากนั้นยังคาดการณ์การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สองครั้งที่เหลือในปีนี้คือ วันที่ 20 ต.ค. และ 1 ธ.ค. การประชุมครั้งแรกยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% และเลื่อนไปขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ติดลบที่ 2.3%

สำหรับเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประจำสัปดาห์ (ระหว่างวันที่ 30 ก.ย.6 ต.ค.) ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นทั่วโลกรวมกันประมาณ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยตลาดหุ้นเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น มีแรงซื้อสุทธิจากทั้งนักลงทุนต่างชาติและสถาบันรวมกัน 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 4,070 ล้านเหรียญสหรัฐ) และดัชนี MSCI Asia Ex Japan ปรับสูงขึ้น 2% (สัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 1.9%) โดยตลาดหุ้นอินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินโดนีเซีย มีแรงซื้อสุทธิรวมสูงสุด ส่วนไทยซื้อเพิ่มขึ้น 543 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 478 ล้านเหรียญสหรัฐ)

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรละเลยประเด็นเหล่านี้ก่อนตัดสินใจในการลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท