สถานธนานุบาล อปท. ลดดอกเบี้ยบรรเทาค่าครองชีพช่วงเปิดเทอม
1 เม.ย.นี้ สถานธนานุบาลของ อปท. ลดดอกเบี้ยช่วงเปิดเทอม หวังบรรเทาความเดือดร้อนด้านการเงินให้ประชาชน
1 เม.ย.นี้ สถานธนานุบาลของ อปท. ลดดอกเบี้ยช่วงเปิดเทอม หวังบรรเทาความเดือดร้อนด้านการเงินให้ประชาชน
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ในฐานะประธานกรรมการจัดการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จ.ส.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จ.ส.ท.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพิ่มเติมในช่วงเปิดภาคเรียนของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนด้านการเงินของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ให้มีเงินทุนหมุนเวียนใช้จ่ายในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ทั้งนี้ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสถานธนานุบาลของอปท. ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2561 – 31 พ.ค. 2561 (กำหนดระยะเวลา 2 เดือน) สำหรับเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.25 ต่อเดือน และ สำหรับเงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้สถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จ.ส.ท.) กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยเดิมตามนโยบาย “ของขวัญปีใหม่ 2561” ของกระทรวงมหาดไทย
อย่างไรก็ตาม นโยบายเดิมกำหนดว่า เงินต้นที่ไม่เกิน 5,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ย 0.50 บาท ต่อเดือน สำหรับเงินต้นเกินกว่า 5,000 บาท จะคิดอัตราดอกเบี้ย 1 บาท ต่อเดือน และสำหรับเงินต้นเกินกว่า 30,000 บาท ที่ปัจจุบันเก็บดอกเบี้ยที่ร้อยละ 1.50 บาท ต่อเดือน อัตราดอกเบี้ยก็จะลดลงเหลือร้อยละ 1.0 บาท ต่อเดือน เท่ากับอัตราดอกเบี้ยของเงินต้นที่เกิน 5,000 บาท โดยตั้งแต่ช่วงปีใหม่จนถึงปัจจุบัน นโยบาย “ของขวัญปีใหม่ 2561” ได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เดือดร้อนด้านการเงิน ทั้งรายเก่า รายใหม่ ที่เข้ามาใช้บริการของสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และได้รับการช่วยเหลือในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้วกว่า 200,000 คน คิดเป็นจำนวนดอกเบี้ยการรับจำนำที่ได้ปรับลดให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการ เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 20 ล้านบาทเลยทีเดียว
นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า สถานธนานุบาลของอปท. มีจุดมุ่งหมายในการให้บริการเงินกู้แก่ประชาชน ให้ประชาชนได้นำเงินไปใช้สอยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า หรือนำไปลงทุนในกิจการขนาดย่อมได้ โดยไม่ต้องไปกู้เงินจากเอกชนซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง และเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมในท้องตลาดไม่ให้สูงจนเกินไป ช่วยลดรายจ่ายแก่ผู้ประสบปัญหาด้านการเงิน อีกทั้งเป็นการคืนความสุขให้ประชาชน







