
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (57)
ปี 2437 ทรงกำหนดให้เทศาภิบาลขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกระบบกินเมือง และระบบหัวเมืองแบบเก่า
โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
ปี 2437 ทรงกำหนดให้เทศาภิบาลขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกระบบกินเมือง และระบบหัวเมืองแบบเก่า (ได้แก่ หัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก และเมืองประเทศราช) จัดเป็นมณฑล เมือง อำเภอ หมู่บ้าน ระบบเทศาภิบาลดังกล่าวทำให้สยามกลายเป็นรัฐชาติที่มั่นคง มีเขตแดนที่ชัดเจนแน่นอน นับเป็นการรักษาเอกราชของประเทศ และทำให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
พระองค์ยังได้ส่งเจ้านายหลายพระองค์ไปศึกษาในทวีปยุโรป เพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญในการปกครองที่ได้รับการปฏิรูปใหม่นี้ และทรงจ้างชาวต่างประเทศมารับราชการในตำแหน่งที่คนไทยยังไม่เชี่ยวชาญ ทรงตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศที่ท่าฉลอม ในปี 2448
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิกระบบไพร่ โดยให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์ นับเป็นการเกิดระบบทหารอาชีพในประเทศไทย นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากออกกฎหมายให้ลูกทาสอายุครบ 20 ปี เป็นอิสระ จนกระทั่งออกพระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 (ปี 2448) ซึ่งปล่อยทาสทุกคนให้เป็นอิสระและห้ามมีการซื้อขายทาส
นอกจากนี้ ได้มีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ-อยุธยา ลงวันที่ 1 มี.ค. ร.ศ. 109 ซึ่งตรงกับปี 2433 นอกจากนี้ได้มีการก่อตั้งการประปา การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ ส่วนการคมนาคมให้มีการขุดคลองหลายแห่ง เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองสำโรง คลองแสนแสบ คลองนครเนื่องเขต คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองเปรมประชากร และคลองทวีวัฒนา ยังโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองส่งน้ำประปาจากเชียงรากสู่สามเสน อ.ดุสิต จ.พระนคร ซึ่งคลองนี้ส่งน้ำจากแหล่งน้ำดิบเชียงราก ผ่าน อ.สามโคก อ.เมืองปทุมธานี อ.คลองหลวง อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี อ.ปากเกร็ด และ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี และเขตสายไหม เขตบางเขน เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท และเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศในทวีปยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธไมตรีแก่ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เพื่อให้ประเทศที่พระองค์เสด็จประพาสเหล่านั้นมองเห็นว่าประเทศสยาม เป็นประเทศที่มีการพัฒนาตัวเองและไม่ได้ล้าหลังป่าเถื่อน และเพื่อโอกาสในการร่วมกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงและส่งเสริมความเป็นเอกราชของประเทศสยาม แม้จะอยู่ในช่วงท่ามกลางยุคล่าอาณานิคมก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะมีมูลเหตุมาจากกรณีสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือในปี 2436 ที่ทำให้ไทยเสียดินแดนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการเสียดินแดนให้แก่ต่างชาติเลยทีเดียว ผลจากการเสด็จพระราชดำเนินดังกล่าวนั้น ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่มาจากประเทศในทวีปเอเชีย ที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปอย่างจริงจัง โดยทรงรู้จักแฝงแนวความคิดจิตวิทยาและการปฏิบัติตามธรรมเนียมยุโรปอีกด้วย
พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จพระราชดำเนินประทับเรือพระที่นั่งมหาจักรีออกจากท่าราชวรดิษฐ์เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2440 และในการนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ โดยสมเด็จพระนางเจ้าได้ถูกเรียกขานพระนามในยุคนั้นว่า สมเด็จรีเจนท์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้คือการได้เข้าเฝ้าฯ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 พร้อมกับฉายพระรูปเพื่อส่งไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในยุโรป และนอกจากนี้เพื่อเป็นการตอบแทนที่พระเจ้าซาร์เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสยามเมื่อปี 2433 โดยมีบรรดาพระราชโอรสที่เจริญพระชนมายุแล้ว รวมถึง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงร่วมเดินทางไปด้วย
พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จนิวัตพระนครพร้อมกับพระราชทานพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2440 รวมเวลาที่เสด็จประพาสทั้งสิ้น 253 วัน หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของไทย
ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เป็นการเสด็จประพาสแบบส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2450 เพื่อรักษาพระวรกายแบบสปาบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ส่วนพระองค์ชาวต่างชาติที่เมืองบาเดน-บาเดน และบาด-ฮอมบวร์ก ประเทศเยอรมนี
นอกจากนี้ พระองค์ยังได้เสด็จประพาสยุโรปเพื่อทรงลงพระนามเป็นสัตยาบันในสนธิสัญญาฉบับปี 2450 กับฝรั่งเศสที่กรุงปารีส เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มิ.ย. 2450 เพื่อแลกเปลี่ยนดินแดนจันทบุรีและตราดกับพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เพราะดินแดนที่ต้องเสียให้แก่ฝรั่งเศสไปนั้นเป็นดินแดนที่พระบาทสมเด็จพระศรีสวัสดิ์ กษัตริย์กัมพูชา ซึ่งทรงอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ต้องการอยากจะได้มาขึ้นอยู่กับพระองค์ เนื่องจากเมืองดังกล่าวมีชาวเขมรอาศัยเป็นจำนวนมาก และเพื่อติดต่อโรงหล่อ ซุส แฟร์ เพื่อหล่อพระบรมรูปทรงม้า ต่อจากนั้นได้เสด็จประพาสอังกฤษในการเจรจาเรื่องการกู้เงินเพื่อก่อสร้างทางรถไฟจากประจวบคีรีขันธ์ไปยังหัวเมืองมลายู หลังจากนั้นได้เสด็จประพาสเพื่อทรงเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของชาวยุโรป และเพื่อทอดพระเนตรสถานที่สำคัญและศิลปวัฒนธรรม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินออกจากพระนครพร้อมด้วยผู้ตามเสด็จเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2450 ที่ท่าราชวรดิฐ และเสด็จประพาสประเทศในยุโรปถึง 10 ประเทศ ใช้เวลานานถึง 7 เดือน รวมทั้งสิ้น 225 วัน ก่อนจะเสด็จนิวัตพระนครเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2450
ซึ่งตลอด 225 วันพระองค์ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระราชธิดา ซึ่งทรงทำหน้าที่เป็นราชเลขานุการิณีจำนวนทั้งสิ้น 43 ฉบับ ซึ่งต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพระราชหัตถเลขาทั้งหมดไปตีพิมพ์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ชื่อว่า ไกลบ้าน โดยประเทศที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทั้งสองครั้งมีดังนี้
1.สหราชอาณาจักร
2.ฝรั่งเศส
3.เบลเยียม
4.เยอรมนี
5.อิตาลี
6.จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
7.เดนมาร์ก
8.เชโกสโลวาเกีย
9.สวิตเซอร์แลนด์
10.จักรวรรดิรัสเซีย
แม้จะทรงมีพระราชภารกิจมากมาย แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ ไว้มากมาย เช่น พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน พระราชนิพนธ์ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน พระราชนิพนธ์จดหมายเหตุรายวันของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จประพาสเกาะชวาครั้งหลัง พระราชนิพนธ์เงาะป่า พระราชนิพนธ์นิทราชาคริต พระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์กาพย์เห่เรือ พระราชนิพนธ์คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ตำราทำกับข้าวฝรั่ง พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี พระราชนิพนธ์โคลงบรรยายรามเกียรติ์ และพระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยถูกคุกคามอย่างมากจากประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ ที่แข่งกันล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดจีน แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาข้าราชการ ขุนนางทั้งหลาย จะพยายามอย่างสุดกำลังในอันที่จะช่วยกันปกป้องอธิปไตยบนผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้ว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แผ่นดินสยามจึงต้องสูญเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส ดังนี้
ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 ก.ค. 2410
ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไท และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มี.ค. 2431 ประเทศฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรง โดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัด เพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 ก.ค. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอหน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ ประเทศอังกฤษได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหาคือ
1.ให้ไทยใช้ค่าเสียหาย 3 ล้านฟรังก์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก
2.ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย
3.ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมด และไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 ก.ค.-3 ส.ค. 2436 และยึดเอา จ.จันทบุรี กับ จ.ตราด ไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม
ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 5 หมื่นตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ต.ค. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราดไว้ต่ออีกนานถึง 11 ปี (ปี 2436-2447)







