
เดอะมอลล์โดดลุยแฟชั่น
เปิดแผนกใหม่ดูแลครบวงจร ทั้งปั้นแบรนด์ร่วมทุนนำเข้า
โพสต์ทูเดย์
— เดอะมอลล์ ดันแผนกใหม่ลุยแฟชั่น ทั้งนำเข้าแบรนด์นอก พัฒนาแบรนด์ใหม่ ร่วมทุน มั่นใจ 45 ปี ทะลุ 500 ล้านนายชัยโรจน์ ศรีเดชะรินทร์กุล ผู้จัดการใหญ่บริหารสินค้า A2 (พัฒนาธุรกิจ) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแผนกใหม่ภายใต้ชื่อ Brand and Lifestyle Development เพื่อดูแลและคัดสรรสินค้าแฟชั่นครอบคลุมทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวมทั้งสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และสร้างทางเลือกให้แก่ลูกค้าเพิ่ม
ทั้งนี้ หลังจากบริษัทได้ศึกษาตลาดกลุ่มสินค้าแฟชั่นมากว่า 1 ปี พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคสนใจสินค้าแบรนด์ใหม่มากขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนแบรนด์หากสินค้าถูกใจ ซึ่งจะเป็นช่องว่างในการทำตลาด
สำหรับการดำเนินธุรกิจจะแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.นำเข้าสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศ และจัดจำหน่ายสินค้าเอง 2.ศึกษาและพัฒนาแบรนด์ร่วมกับซัพพลาย เออร์ เพื่อให้มีสินค้าตรงตามความต้องการของผู้บริโภค 3.พัฒนาแบรนด์สินค้าที่จำหน่ายภายในเดอะมอลล์ กรุ๊ปเท่านั้น หรือเอกซ์คลูซีฟแบรนด์ และ 4.ธุรกิจร่วมทุนกับแบรนด์แฟชั่นทั้งไทยและต่างประเทศ
ขณะที่รูปแบบของการจำหน่ายสินค้าจะแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ1.มัลติแบรนด์ หรือการรวบรวมสินค้าแฟชั่นที่กำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลกมาไว้ในร้านเดียว โดยมีรูปแบบร้านเป็นคอนเซปต์สโตร์ภายใต้ชื่อ E&P Selective Shop ซึ่งจะเปิดเฉพาะที่ ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน เน้นจำหน่ายสินค้าแอกเซสซอรี เช่น เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ
รูปแบบที่ 2 โมโนแบรนด์ การนำสินค้ามาจำหน่ายรูปแบบช็อปอินช็อปเพียงแบรนด์เดียวในร้าน โดยเดอะมอลล์ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและบริหารแบรนด์ เริ่มจากแบรนด์แรก Paul&Joe Sister จากฝรั่งเศส และในปีหน้าจะนำเข้าอีก 23 แบรนด์
รูปแบบที่ 3 ไพรเวต ลาเบลเป็นแบรนด์ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป พัฒนาขึ้น รวมทั้งการร่วมทุนเพื่อผลิตเป็นสินค้าเอกซ์คลูซีฟ จำหน่ายเฉพาะที่เดอะมอลล์ พารากอน และดิ เอ็มโพเรียม โดยแบรนด์แรก คือ Project 1.1 by Greyhound ซึ่งพัฒนาร่วมกับเกรย์ฮาวนด์ ซึ่งจะเปิดร้านแรกที่ดิ เอ็มโพเรียม ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ลงทุน 78 ล้านบาท
หลังจากบริษัทได้ออกมาทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าสิ้นปีแผนกนี้จะมีรายได้ประมาณ 100 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 400500 ล้านบาท ภายใน45 ปีจากนี้
มาอยู่ที่ประมาณ 400500 ล้านบาท ในอีก 45 ปีนับจากนี้ หรือมีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละประมาณ 2030%







