
เอกชนรับต้องดูผลกระทบค่าเงินก่อนแจกโบนัส-ขึ้นเงินเดือนปลายปี
เอกชนเกาะติดผลกระทบค่าเงินบาท ก่อนพิจารณาโบนัส และปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานปลายปีนี้ ระบุมาตรการดูแลเงินบาทที่ครม.อนุมัติถือว่ายังไม่ใช่ยาแรง แนะควรมีมาตรการสำรองด้วย
เอกชนเกาะติดผลกระทบค่าเงินบาท ก่อนพิจารณาโบนัส และปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานปลายปีนี้ ระบุมาตรการดูแลเงินบาทที่ครม.อนุมัติถือว่ายังไม่ใช่ยาแรง แนะควรมีมาตรการสำรองด้วย
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ และประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ส่งผลให้เอกชนยังคงต้องติดตามทิศทางค่าเงินอย่างใกล้ชิด ก่อนนำมาพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน และโบนัสในช่วงปลายปีนี้ให้แก่พนักงาน
"ตั้งแต่ต้นปีมายอมรับว่าการส่งออกของไทยดีมาเป็นลำดับ มาเริ่มแผ่วช่วงปลายปีที่มีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ผู้ประกอบการหลายเริ่มประสบปัญหาขาดทุนบ้างแล้ว ดังนั้นภาพรวมการจ่ายโบนัสสิ้นปีนี้น่าจะยังมีอยู่ค่อนข้างมาก แต่การขึ้นเงินเดือนอาจจะต่ำกว่าที่คาดไว้ เพราะขณะนี้เอกชนไม่สามารถรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าในช่วงต้นปี 2554 ได้เพราะยังไม่มั่นใจค่าเงินบาทช่วงนี้จึงเปลี่ยนมารับคำสั่งซื้ออระยะสั้น 2 เดือนแทน"นายสันติ กล่าว
สำหรับมาตรการดูแลค่าเงินบาทที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมตินั้นเป็นเพียงมาตรการตักเตือนนักลงทุนโดยเฉพาะกรณีการเก็บภาษี 15% จากกำไรและดอกเบี้ยในพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนต่างชาติที่เป็นธุรกรรมใหม่ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นยาแรงอะไร ดังนั้นรัฐบาลคงจะต้องติดตามภาวะค่าเงินบาท 1-2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้รัฐควรมีมาตรการสำรองที่จะออกมาเพิ่มเติมหากมาตรการระยะแรกไม่ได้ผล
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานส.อ.ท.กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่ารัฐจะเข้ามาดูแลไม่ให้เงินไหลเข้ามาก ซึ่งอาจจะเริ่มจากมาตรการที่เบาก่อนแล้วค่อยดูผลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคงจะต้องให้เวลา โดยเอกชนยังหวังว่าค่าเงินบาทจะดีขึ้นบ้างระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเอกชนรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสนับสนุนภาษีเพื่อการนำเข้าเครื่องจักรในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการแข่งขัน
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานส.อ.ท.กล่าวว่า ถือเป็นมาตรการที่ยังไม่แรงแต่ก็ยังดีกว่าไม่ดำเนินการใดๆ คงจะต้องติดตามผลในช่วงสัปดาห์นี้ว่าตลาดมีการตอบสนองอย่างไรกับมาตรการที่ออกมา ซึ่งหากยังคงแข็งค่าไประดับ 29 -28 บาทต่อเหีรยญสหรัฐในเร็วๆ นี้คงจำเป็นจะต้องออกมาตรการที่เป็นยาแรง เช่น การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ แต่ส่วนตัวเห็นว่าหากจะให้ดีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรมีนโยบายควบคู่กันไป คืออย่างน้อยควรจะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้หรือถ้าจะให้ดีควรจะลดลง
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า การประชุมครม.ในวันนี้ ได้หารือในที่ประชุมถึงมาตรการสนับสนุนให้นักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ใช้โอกาสจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเรื่องนี้ดำเนินการมานานแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า โดยสิ่งที่ผู้ประกอบารต้องการคงไม่ใช่สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เป็นการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจมากกว่า รวมถึงการสนับสนุนข้อมูลในการไปลงทุนต่างประเทศด้วย







