
‘ปริญญาชีวิต... เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ ปริญญาวิชาการ’
ได้มีโอกาสนั่งดื่มกาแฟ กับ ดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ อาจารย์ผู้ปั่นลูกศิษย์ในคนรุ่นใหม่มามากมาย
โดย ราช รามัญ
ได้มีโอกาสนั่งดื่มกาแฟ กับ ดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ อาจารย์ผู้ปั่นลูกศิษย์ในคนรุ่นใหม่มามากมาย ในด้านการคิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างสร้างสรรค์ และเป็นอาจารย์ MBA มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้บุกเบิกศาสตร์ Appreciative Inquiry ผู้ก่อตั้งเครือข่าย AI Thailand (www.aithailand.org) มีจุดประสงค์ในชีวิต คือ อยากให้คนไทยได้รู้จักและใช้เครื่องมือ Appreciative Inquiry เพราะเชื่อว่าถ้าคนไทยรู้จักใช้ Appreciative Inquiry อย่างคล่องแคล่วแล้ว สังคมจะดีขึ้น มี Productivity สูงขึ้น ความขัดแย้งจะน้อยลง คนจะมีความสุข ใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์
วันนี้เรื่องที่ผมได้พูดคุยด้วยไม่ใช่เรื่องวิชาการ แต่คุยกันเบาๆ ในเรื่องของธรรมะในการนำเอามาใช้ในชีวิตว่าใช้หลักธรรมอย่างไรในการดำเนินชีวิต
อาจารย์ได้เล่าว่าหลักธรรมที่ใช้ตามวิชาชีพ คือ ผมทำงานด้านพัฒนาองค์กรโดยใช้เครื่องมือ Appreciative Inquiry (AI) ซึ่งก็คือการพาคนในองค์กรสืบค้นสิ่งดีๆ ในตัวเอง ในองค์กร และสิ่งแวดล้อม แล้วเอาสิ่งที่พบไปขยายผลสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมคือ “มุทิตาจิต” คือการมองเห็นความดีของคนอื่น ถ้าขยายให้มากอีกคือมองเห็น ความดีของคน ในองค์กร ในธรรมชาติ แล้วหาสาเหตุว่าทำไมเขาจึงทำได้ดี ระบบนั้นจึงไปได้ดี แล้วเอามาเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อสร้างสรรค์ตัวเอง
ส่วนวิธีการใช้ชีวิตจะมีอีกหลักธรรมหนึ่ง คืออิทธิบาทสี่ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉันทะตัวนี้เน้นมากๆ ว่าคุณต้องชอบ ต้องรักสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งก็คือการค้นพบจุดแข็ง และเอาไปช่วยคนอื่นนั่นเอง ตัวนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่าคุณมีจุดประสงค์ของการใช้ชีวิต (Purpose)
การมีฉันทะในอาชีพ ทำให้ทุกครั้งที่ได้ทำงานด้าน Appreciative Inquiry โดยเฉพาะตอนเอาไปแก้ปัญหาให้คน ให้องค์กรแล้วประสบความสำเร็จ นี่มีความสุขมาก ฉันทะทำให้เราเหมือนทำงานอดิเรกอยู่ในงานประจำ ทำให้มีความสุขในขณะทำงาน
แต่การจะก้าวหน้าไปในอาชีพ ชอบอย่างเดียวไม่ได้ ต้องวิริยะด้วยคือมีความพากเพียรพยายามอย่างเป็นระบบ ก่อนทำงานถึงแม้จะทำมานับร้อยๆ ครั้งโดยเฉพาะการสอน ก็ต้องเตรียมตัวใหม่ ถือโอกาสทบทวนความรู้ใหม่ ซื้อตำราใหม่ บางครั้งถึงกับทำชีตใหม่
พอตั้งกติกาง่ายๆ อย่างนี้ก็ค้นพบว่าความพยายามแต่ละครั้งทำให้เราค้นพบแง่มุมใหม่ๆ งานดีกว่าเดิม นอกจากนี้ผมยังอ่านหนังสือช่วงเช้าทุกวัน ตั้งกติกาเลย ถ้าว่างก็สองถึงสามชั่วโมง เพราะสมัยนี้สามารถซื้อหาตำราจาก Kindle ได้ไม่ยาก อยากเจาะลึกอะไรก็ไปหามา การอ่านตำราก็เหมือนการได้ปรึกษาผู้ใหญ่ ทำให้ได้แง่คิดดีๆ เอามาปรับปรุงการทำงาน และก็ทำให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น ทำให้เรายิ่งมีฉันทะในงานมากขึ้นไปอีก
แต่ก็ยังไม่พอ เราต้องมีจิตตะ คือมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่เราสนใจ ไม่ว่อกแว่ก ตัวนี้ก็สำคัญ เราจะมีสิ่งมากวนใจเราเรื่อยๆ เช่น คนไม่เห็นด้วยกับเรา โดยประเมินว่าเราไม่ดี ทั้งๆ อีกที่บอกว่าเราดีมากๆ ตรงนี้ต้องลดความหวั่นไหวลง ถ้าใส่ใจมากๆ ก็อาจทำให้เราลดศักยภาพ หรือเสียโอกาสการพัฒนาตนเองไปได้
ผมเองจะมุ่งมั่นกับการทำงาน ยิ่งถ้ามีคนวิพากษ์ก็จะถือโอกาสขอบคุณแล้วไปซื้อหนังสือมาอ่าน บางครั้งก็กลับไปอ่านค้นคว้าเรื่องที่อ่านมาแล้วใหม่ ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราลดความกังวล แถมทำให้เจออะไรใหม่ๆ งานในครั้งต่อไปจะดีขึ้น
สุดท้ายสิ่งที่สำคัญ คือ วิมังสา ใคร่ครวญสิ่งที่ตัวเองทำ ตรงนี้ต้องมีครูครับ หลายครั้งเราต้องเบรกตัวเองไปเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ทั้งทางโลกและทางธรรม ผมเองมีครูคือพระอาจารย์สำราญ หรือหลวงพ่อกล้วย การไปวัดหลวงพ่อกล้วย จ.ขอนแก่น ทำให้ผมได้หยุดคิด หันกลับมามองตัวเองว่าที่เราทำอยู่มันทำด้วยจิตแบบไหน ละโมบโลภมากไหม หรือถูกผลักดันด้วยมานะไหม ซึ่งบางครั้งการไปเจริญสติก็ทำให้เราได้คิด ได้ลดละบางอย่าง
นอกจากนี้ การได้เรียนรู้จากครูทางโลก ที่ได้ทางธรรมด้วย เช่น ดร.วรภัทร์ภู่เจริญ ก็ทำให้เราได้คิดในมุมมองที่มากกว่าวิชาการตะวันตก เพราะอาจารย์วรภัทร์จะมีมุมมองที่ผสมผสานระหว่างตะวันออก ตะวันตก และวัฒนธรรมไทย ทำให้เห็นอะไรดีๆ ได้ตระหนักรู้ว่าเราตกขอบไปทางตะวันตกเกินไปไหม และหากจะบอกว่าหลักธรรมอะไรสำคัญที่สุดสำหรับผมก็ต้องบอกว่าเป็นสติ ตรงนี้ต้องเจริญให้มากขึ้น
ทั้งหมดที่ทำมา Appreciative Inquiry มันเป็นวิชาที่สร้างขึ้นมาเพื่อจัดระบบการปรุงแต่งของมนุษย์ให้คิดได้ดี มีระบบมากขึ้นเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะพ้นทุกข์ ผมเองก็ได้หลวงพ่อกล้วย และครูบาอาจารย์ท่านอื่นช่วยอบรมบ่มเพาะให้ ทำให้ไม่ทุกข์มากไป เพราะยิ่งเติบโต ยิ่งเจอโลกธรรมเยอะมากขึ้น จะสังเกตว่าช่วงไหนกำลังสติไม่ได้ ก็ทั้งๆ ที่เราประสบความสำเร็จในทางโลก แต่กลับทุกข์ กลับเครียดมากขึ้น พอได้เจริญสติ ก็จะลดความทุกข์ บางครั้งเกิดมุมมองชีวิตใหม่ๆ ไม่หมกมุ่น
นับได้ว่าเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่ทำให้เกิดมุมมอง และแนวคิดที่สามารถนำเอาไปใช้ได้จริงๆ กับหลักวิธีคิดแบบนี้
นี่แหละครับคุณผู้อ่าน คนเราแม้จะจบปริญญามาสักกี่ใบ แต่ถ้าไม่ได้ปริญญาชีวิต ก็ยากที่จะเข้าใจชีวิตได้ ดร.ภิญโญ แม้จะจบปริญญาเอกเรียกว่าสูงสุดของทางโลก แต่ก็ไม่ทิ้งที่จะศึกษาปริญญาชีวิตและจิตวิญญาณ เพราะมนุษย์ควรมีทั้งปริญญาวิชาการและปริญญาชีวิตควบคู่กัน







