posttoday
องค์อธิปัตย์คู่ขนาน

องค์อธิปัตย์คู่ขนาน

18 มีนาคม 2561

วันข้างหน้า “รัฐบาล” จะหมดความสำคัญกระแสการต่อต้านอำนาจรัฐจากผู้ใต้ปกครองคือ ประชาชนนั้นกำลังจะกลายเป็น “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ”

โดย ทวี สุรฤทธิกุล

วันข้างหน้า “รัฐบาล” จะหมดความสำคัญกระแสการต่อต้านอำนาจรัฐจากผู้ใต้ปกครองคือ ประชาชนนั้นกำลังจะกลายเป็น “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” ที่จะเกิดขึ้นแก่การเมืองการปกครองในโลกอนาคต ไม่ใช่เพียงเพราะรัฐบาลทำงานไม่ถูกใจประชาชนหรือความไร้ประสิทธิภาพของระบบ แต่เป็นจิตวิทยาทางสังคมที่ก่อตัวขึ้นในกลุ่มสังคมต่างๆ ในความรู้สึกที่อยากร่วม“รับผิดชอบ” อันเป็นไปเพื่อการแสดงศักยภาพในการปกครองดูแลตนเอง และเพื่อสร้าง “ความสุข-ความสำเร็จ” ตามที่ตนปรารถนา

ในโลกปัจจุบันสิ่งที่กำลังท้าทายแนวคิดทางการเมืองการปกครองก็คือ “มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจริงหรือ” อันเป็นผลจากเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกสมัยใหม่ ทำให้มนุษย์ลดความสัมพันธ์ในเชิงกลุ่มลง พึ่งตนเองมากขึ้น และมีเครื่องไม้เครื่องมือในการอยู่ลำพังมากขึ้นเรื่อยๆ  เป็นต้นว่า อุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ การแพทย์การสาธารณสุขที่ก้าวหน้าขึ้น การสื่อสารโทรคมนาคมที่สะดวกสบาย ที่สุดมนุษย์ก็ไม่ต้องพึ่งคนอื่น หรือ “พลังร่วม” จากกลุ่มสังคมกลายเป็น “พลังเดี่ยว” ที่เป็น “ผู้จัดการชีวิต” ของตนเองได้ตามลำพัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เขียนซึ่งสอนวิชารัฐศาสตร์ด้วยคนหนึ่ง ก็ยังเชื่อมั่นว่าคำกล่าวของอริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีกที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” เมื่อ 2,500 กว่าปีนั้นยังคงเป็นจริงอยู่ ซึ่งแนวคิดนี้ก็เคยถูกท้าทายเมื่อเกือบ 800 ปีก่อน จาก จอห์น ล็อก นักคิด
แนวเสรีนิยมชาวอังกฤษ ที่กล่าวว่าพลังอำนาจที่แท้จริงขึ้นอยู่กับตัวมนุษย์แต่ละคน เพียงแต่ที่ต้องเอามามอบให้กับผู้ปกครองก็เพื่อไว้ปกป้องดูแลตัวเราเอง ในบางเรื่องและในขอบเขตที่จำกัด และเพื่อให้อำนาจของแต่ละคนนั้นมีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองที่เรามอบให้ไป ก็ต้องมีการทำข้อตกลงระหว่างกัน อันเป็นที่มาของแนวคิด “สัญญาประชาคม” หรือ Social Contract ซึ่งก็คือการจำกัดและควบคุมอำนาจรัฐจากอำนาจของ “เสรีชน” ที่มารวมกันนั่นเอง

ทฤษฎีที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีพลังอำนาจอยู่ในตัวเองนี้เป็นที่ยอมรับในนักคิดแนวประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยของจอห์น ล็อก จนเกิดเป็นทฤษฎีใหม่อีกทฤษฎีหนึ่งขึ้นมานั่นก็คือ “ทฤษฎีรัฐบาลเล็ก ประชาชนใหญ่” แต่ว่าครั้นพอเกิดภาวะสงครามเย็นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐต่างๆ ในโลกก็หวนกลับไปในแนวคิดยุคคลาสสิกที่ประชาชนต้องการรัฐหรือผู้ปกครองที่แข็งแกร่ง แต่กระนั้นเมื่อภาวะสงครามเย็นหมดไปในทศวรรษ 1990 แนวคิดเรื่อง “ปัจเจกชนเป็นใหญ่” คือพลังอำนาจอยู่ที่ตัวคนแต่ละคนนั้นก็หวนคืนมาอีกครั้ง

ในตำราประชาธิปไตยมักจะเน้นย้ำอยู่เสมอว่า “อำนาจอธิปไตยนี้มาจากปวงชน” นัยนี้ก็ย่อมหมายถึง “กลุ่มคน” คือ “ปวงชน” อันแปลว่าประชาชนทั้งหมดทั้งสิ้น โดยประชาชนมอบอำนาจอธิปไตยนี้ให้กับผู้ปกครอง ผู้ปกครองจึงได้ชื่อว่า “องค์อธิปัตย์” คือ “ผู้-ใช้-อำนาจสูงสุด” หรือ “ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย” ดังนี้อำนาจสูงสุดจึงยังอยู่ที่ประชาชน เพียงแต่ “มอบหมาย” ให้ผู้ปกครองนำไป “ใช้” แทนประชาชนนั่นเอง

ดังนั้น ในระยะตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เราจึงเห็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในแนวที่จะ “ทวงคืน” อำนาจอธิปไตยของประชาชนนั้นคืนมา จากที่รัฐหรือผู้ปกครองได้เก็บไปครอบครองและสถาปนาตัวรัฐให้เป็นองค์อธิปัตย์มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น นักรัฐศาสตร์บางคนบอกว่านี่แหละ “ประชาธิปไตยโดยตรง” ที่กำลังหวนกลับมาเกิดขึ้นอีก (จากที่เคยมีในกรีกยุคเพลโตและอริสโตเติล) บ้างก็บอกว่านี่คือ “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” ที่รัฐต้องฟังเสียงประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น อย่างที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” รวมทั้งที่บอกว่านี่คือ “จุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ (ประชาธิปไตย)” เพราะประชาชนจะเข้ามาทำหน้าที่ในระบบการเมืองด้วยตัวเองในที่สุด

ผู้เขียนขอเรียก “การเมืองแนวใหม่” นี้ว่า “องค์อธิปัตย์คู่ขนาน” เพื่ออธิบายว่าการปกครองสมัยใหม่ไม่เฉพาะแต่ในระบอบประชาธิปไตย แม้แต่คอมมิวนิสต์และการปกครองรูปแบบอื่นๆ ก็จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ คือการให้ความสำคัญกับภาคประชาชน รวมถึง “ประชาชนแต่ละคน” นั้นด้วย

อธิบายแนวคิดนี้ง่ายๆ ว่าเป็นการปกครองแบบ “เห็นหัวประชาชน” นั่นเอง ทั้งในส่วนที่เป็น “หัวคิด” ซึ่งก็คือความรู้สึกนึกคิดและความเห็นต่างๆ ของประชาชน และส่วนที่เป็น “หัวถึงเท้า” คือต้องเข้าถึงเนื้อถึงตัวประชาชนนั้นด้วย ดังที่รัฐบาล คสช.กำลังดำเนินนโยบายประชารัฐแบบ “ถึงเนื้อถึงตัว” อยู่ขณะนี้แม้จะปกครองในระบอบเผด็จการ หรือในสมัย “ระบอบทักษิณ” ก็ใช้ยุทธศาสตร์นี้จนประชาชนติดกันงอมแงม

อย่างไรก็ตาม ระบอบทักษิณได้บิดเบือนแนวคิดนี้ไปจนสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การร่วมกำหนดนโยบายจนถึงการควบคุมและตรวจสอบ แต่รัฐบาลได้ “ยึดอำนาจ” ในส่วนต่างๆ นั้นไว้ทั้งหมด จนนำมาซึ่งความร้าวฉานแตกแยกในสังคม ในขณะที่ คสช.ก็ยังดำเนินการในอีหรอบเดิม คือแสดงตัวเป็น “ผู้จัดการประเทศไทย” ที่ให้ประชาชนเป็นแค่ “ผู้ถือหุ้น” คอยกินดอกผลแต่เพียงเล็กน้อยต่อไป

ระบอบองค์อธิปัตย์คู่ขนาน ท่านผู้ปกครองจะต้องสร้างประชาชนให้เป็น “ผู้ประกอบการ” คือให้เขาขึ้นมาร่วมใช้อำนาจให้มากที่สุด ส่วนรัฐบาลจะไปทำหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมกฎ” หรือ “กรรมการ-คนกลาง” ที่จะทำให้สังคมเกิดความสมดุลและเท่าเทียม รวมทั้งใช้อำนาจให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจากประชาชน หรืออย่างน้อยก็เพื่อทำให้ประชาชนรู้สึกว่า เขาคือ “เจ้าของประเทศ-เจ้าของชีวิต”

สิ่งแรกที่ผู้นำควรทำก็คือเลิกพูดเสียทีเถอะคำว่า “เข้าใจตรงกันนะ”

แต่ควรพูดว่า “ท่าน(ประชาชน)อยากให้ผมช่วยทำอะไรบ้างครับ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท