
สว.ตาม รธน. 60
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวคราวในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวคราวในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ทั้ง 10 ฉบับ คงจะทราบกันดีแล้วว่าร่าง พ.ร.ป.2 ฉบับสุดท้าย คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ผ่านการลงมติใน สนช.ไปแล้ว โดยคะแนนเสียงข้างมากท่วมท้นให้ผ่านทั้งสองฉบับ
แต่เนื่องจากมีเสียงท้วงติงอยู่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงจากประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ว่า ร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับต่างก็มีส่วนที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยเฉพาะร่าง พ.ร.ป. สว. จน สนช.ได้ถกกัน และเห็นว่าน่าจะได้มีการยื่นร่าง พ.ร.ป. ดังกล่าวให้ศาล รธน. ตรวจสอบความชอบด้วย รธน. เพื่อไม่ให้ไปมีปัญหาในกาลอนาคต จึงทำให้หลายฝ่ายสงสัยกันว่า ที่ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัด รธน. นั้นเป็นส่วนไหน เช่นไร
เพื่อการพิจารณาจะขอยกเอาเนื้อหาของมาตรา 107 แห่ง รธน. พ.ศ. 2560 ที่เป็นบทบัญญัติหลักที่ว่าด้วย สว. มาให้ท่านผู้อ่านได้พิเคราะห์กัน เพื่อลองตรองกันดูว่าเป็นจริงหรือไม่ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดหรือแย้งต่อ รธน.
มาตรา 107 “วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชน ซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้”
“การแบ่งกลุ่ม จำนวนกลุ่ม และคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละกลุ่ม การสมัครและรับสมัคร หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกันเอง การได้รับเลือก จำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่จะพึงมีจากแต่ละกลุ่ม การขึ้นบัญชีสำรอง การเลื่อนบุคคลจากบัญชีสำรองขึ้นดำรงตำแหน่งแทน และมาตรการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้การเลือกดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จะกำหนดมิให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกัน หรือจะกำหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้”
จากบทบัญญัติดังกล่าว กรธ.ได้ยกร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. โดยกำหนดให้มีการแบ่งกลุ่มออกเป็นทั้งสิ้น 20 กลุ่ม ให้ใช้วิธีการเลือกโดยมีการเลือกกันเอง เพื่อเป็นการปรับฐานของกลุ่มให้แต่ละกลุ่มมีจำนวนที่เท่ากัน จากนั้นกำหนดให้มีการเลือกไขว้จากกลุ่มแต่ละกลุ่ม โดยวิธีการแบ่งสายให้เลือกกัน โดยผู้ที่จะเข้าสู่กระบวนการเลือกนั้นจะต้องเป็นผู้สมัครเอง แล้วเข้ามาเลือกกันเอง
เมื่อร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าวเข้าสู่ช่วงสุดท้าย สนช.ได้มีการปรับเปลี่ยนจาก 20 กลุ่ม เป็น 10 กลุ่ม โดยให้มีแต่การเลือกกันเอง โดยไม่มีการเลือกไขว้ และมีการแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทสมัครเองกับเสนอโดยองค์กร ซึ่ง กรธ.ได้โต้แย้ง จึงได้มีคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมา ซึ่งโดยเสียงข้างมากได้ขยับเนื้อหานี้ไปไว้ในบทเฉพาะกาล โดยคงบทหลักไว้เช่นที่ กรธ.ได้ยกร่างไว้ ซึ่งส่วนที่ปรับเปลี่ยนนี้เอง เป็นส่วนที่อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการขัดหรือแย้งต่อ รธน. แต่คนก็คาดเดากันว่าเมื่อไปถึงศาล รธน. ท่านก็คงจะบอกว่าไม่ขัดหรือแย้งเพราะเหตุใด ท่านผู้อ่านคงจะพอคิดกันออก ติดตามดูกันครับ







