
พรก.จัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล... ปูทางสู่การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมในวันที่ 13 มี.ค. 2561 ได้อนุมัติร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร
โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมในวันที่ 13 มี.ค. 2561 ได้อนุมัติร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัล ซึ่งหลังจากนี้ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.อีกครั้ง เพื่อรอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ทั้งนี้ การอนุมัติร่าง พ.ร.ก.เพื่อจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินดิจิทัลในครั้งนี้ สร้างความชัดเจนในนิยามของทรัพย์สินดิจิทัล รวมถึงการเก็บภาษีที่เทียบเคียงได้กับทรัพย์สินประเภทอื่นๆ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับสากล และมุ่งส่งเสริมลงทุนระยะยาวมากกว่า
การเก็งกำไรระยะสั้น
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจขณะนี้ยังจำกัดเพราะตลาด ICO ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่ความชัดเจนจากเกณฑ์ด้านภาษีข้างต้น จะช่วยให้นักลงทุนพิจารณาลงทุนด้วยความรอบคอบ ซึ่งน่าจะดีต่อกิจการในการผลักดันโครงการและเทคโนโลยีที่มีคุณภาพในระยะยาว
การจัดประเภททรัพย์สินดิจิทัล มีความชัดเจนสอดคล้องกับสากล โดยร่างกฎหมายจะจำแนกประเภททรัพย์สินออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) คริปโต เคอเรนซี (Cryptocurrency) ซึ่งมีมูลค่าอันถือเอาได้ ไม่ต้องมีการอ้างอิงเงินตราอื่นใด และใช้ซื้อ-ขายสินค้าและบริการต่างๆ โดยทั่วไปได้ 2) โทเคนดิจิทัล (Digital Tokens) ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ถือในการแลกเปลี่ยนโทเคนกับสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ระหว่างผู้ออกและผู้ถือโทเคน 3) ทรัพย์สินในรูปหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่ทางกระทรวงการคลังจะกำหนดในอนาคต ซึ่งการจัดประเภททรัพย์สินดิจิทัลดังกล่าว มีความสอดคล้องกับทางการประเทศอื่น เช่น ก.ล.ต. ของสวิตเซอร์แลนด์ (FINMA)
lกฎหมายมีการระบุถึงการเก็บภาษีบนรายได้จากทรัพย์สินดิจิทัล โดยร่างกฎหมายได้เพิ่มประเภทย่อยของเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) โดยให้รวมถึงรายได้จากทรัพย์สินดิจิทัลสองประการ ประการแรก เงินส่วนแบ่งกำไร หรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้จากทรัพย์สินดิจิทัล และ ประการที่สอง รายได้จากการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมากกว่าเงินลงทุน สำหรับรายได้จากทรัพย์สินทั้งสองชนิดนี้ กฎหมายได้กำหนดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่นักลงทุนต้องจ่าย อยู่ที่อัตรา 15% โดยหัก ณ ที่จ่าย
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จะพบความสอดคล้องกันของเกณฑ์ด้านภาษีตรงที่มีการเพ่งเล็งไปที่การซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้นเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งออกกฎหมายด้านภาษี ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี สหราชอาณาจักร หรือสหรัฐ ไม่ได้ห้ามการซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัลไม่ได้มุ่งจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าว และเปิดโอกาสให้เกิดตลาด ICO เพื่อเป็นทางเลือกในการระดมทุนของกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจสตาร์ทอัพ
lผลเศรษฐกิจโดยรวม ยังไม่มากเพราะตลาดปัจจุบันยังมีขนาดเล็กโดย ณ วันที่ 14 มี.ค. 2561 ตลาด bx.in.th ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายเงินสกุลดิจิทัล (Exchange) ที่ใหญ่ที่สุดในไทย มีมูลค่าการซื้อขาย 291.2 ล้านบาท หรือเพียง 0.37% ต่อมูลค่าการซื้อขายรายวันของตลาดหลักทรัพย์ไทย (78,221.2 ล้านบาท) แต่หากปล่อยให้มีการเก็งกำไรในระยะสั้นเป็นหลัก ก็อาจสร้างความเสี่ยงทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้
lผลกระทบต่อนักลงทุน การออกกฎหมายระบุอัตราภาษีที่ชัดเจน จึงทำให้นักลงทุนรายย่อยตระหนักถึงภาระด้านภาษีของตน ตลอดจนสามารถคิดคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียของการลงทุนในทรัพย์สินดิจิทัลได้อย่างครบถ้วนและชัดเจนมากขึ้นด้วย
lผลกระทบต่อกิจการหรือบริษัทที่ระดมทุนด้วยช่องทาง ICO การออกกฎหมายนี้ เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ต้องการระดมทุนผ่าน ICO ด้วยการลดการซื้อขายเก็งกำไรในระยะสั้น (Speculative Trading) โดยกิจการที่ออก ICO จะได้รับประโยชน์ผ่านการลดความเสี่ยงที่ราคาโทเคนดิจิทัลจะผันผวน จากการที่นักเก็งกำไรเทขายหลังจากการระดมทุน ซึ่งปัจจุบันก็เป็นประเด็นถึงขั้นที่ทาง ก.ล.ต. สหรัฐได้ออกมาเตือนถึงความแปรปรวนของราคาจากปัจจัยดังกล่าว5
ทั้งนี้ แม้ว่าที่ผ่านมากิจการผู้ออก ICO ในไทยอาจยังไม่มีนโยบายเก็บเงินทุนในรูปสกุลเงินที่ระดมทุนผ่าน ICO นัก แต่ในกรณีต่างประเทศจะปรากฏกระแสสนับสนุนพฤติกรรมลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า การโน้มน้าวนักลงทุนให้เน้นการลงทุนระยะยาวมากขึ้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อตัวกิจการเช่นกัน ส่งผลตามมาให้กิจการสามารถเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนสินค้าและบริการตามแผนได้อย่างเต็มความสามารถ







