
เจ้าฟ้าน้อย แห่งแดนไทยใหญ่(ลื้อ)
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปสิบสองปันนา ในยุคปัจจุบันทางการจีน
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปสิบสองปันนา ในยุคปัจจุบันทางการจีนได้ควบคุมการสื่อสารโดยเฉพาะการใช้กูเกิลและ G-Mail ดังนั้นผมต้องกราบขออภัย ที่ส่งต้นฉบับผิด กระโดดข้ามไปหนึ่งตอน วันนี้ต้องขอแก้ไข เล่าย้อนหลังให้ผู้อ่านเข้าใจถึงตัวละครทั้งหมดอีกครั้งนะครับ
อยากจะเล่าถึงนิยายรักของลุงจายหรือเจ้าฟ้าน้อยแห่งแดนไทยใหญ่(ลื้อ) เสมือนหนึ่งนิยายจีนกำลังภายในเลยครับ แต่นี่เป็นชีวิตจริงที่มีตัวละครจริงที่ยังมีลมหายใจอยู่
เล่าต่อย้อนหลังไปนิดนะครับ ช่วงแรกๆ ท่านทั้งสองอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงน้ำทาก่อน แต่ด้วยความไม่สงบทางการเมือง นำมาซึ่งการสู้รบกันในลาว แน่นอนว่าผลกระทบตามมาที่ประชาชนตาดำๆ จึงทำให้ท่านต้องอพยพครอบครัวหนีภัยสงความมาอย่างยากลำบากอีกครั้ง ท่านจึงให้ลูกๆ สองคนที่ยังเล็กอยู่ พร้อมทั้งภรรยาและน้องสาวภรรยา นั่งเฮลิคอปเตอร์มาจากหลวงน้ำทามาที่ห้วยทรายก่อน ส่วนท่านใช้วิธีเดินเท้ามา ระยะทางไกลมาก
ทางเดินเป็นภูเขาล้วนๆ เลยครับ นั่นคือที่มาของการย้ายถิ่นครั้งที่สามของท่าน ซึ่งย้ายถิ่นมาที่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว เหตุที่ท่านเลือกอพยพย้ายถิ่นฐานมาที่เมืองห้วยทรายนั้น เป็นเพราะที่เมืองห้วยทรายอยู่ตรงกันข้ามกับ อ.เชียงของ ง่ายแก่การทำมาหาเลี้ยงชีพ อีกทั้งท่านมีญาติอีกคนที่ท่านเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นญาติกันอย่างไร ได้อาศัยอยู่ที่ อ.เชียงของ ชื่อว่า “ลุงทอนและป้าสุข” ทั้งสองท่านนี้เป็นเจ้าของโรงแรมศรีพรหม โรงแรมนี้เป็นโรงแรมสองชั้น สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง เก่าแก่มาก และยังมีอีกคนที่ใกล้ชิดคือป้าประกาย ซึ่งมีธุรกิจล่องเรือน้ำโขง ซึ่งทำให้ลุงจายหรือเจ้าฟ้าน้อยตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่เมืองห้วยทราย
หลังจากนั้นท่านจึงเริ่มข้ามโขงมาหาซื้อของไปขายในฝั่งลาว จึงเป็นเหตุที่ทำให้ท่านได้มารู้จักสนิทสนมกับทางแม่ยายผม ซึ่งเปิดร้านขายสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ตลาดเชียงของ โดยพื้นฐานของชาวไทยใหญ่ เขาจะเชื่อโชคลางมากๆ ครับ ท่านเล่าให้ผมฟังว่า สินค้าอะไรก็ตามที่ซื้อมาจากร้านอาซิ้ม เล่าเอี่ยมเส็ง จะขายได้ดีตลอด ซื้อจากร้านอื่นๆ จะขายไม่ค่อยดี ท่านจึงผูกสมัครรักใคร่กับทางร้านเล่าเอี่ยมเส็งมาโดยตลอด ต่อมาลูกๆ ทุกคนก็จะข้ามฝั่งมาซื้อของที่ร้านเล่าเอี่ยมเส็ง จนกระทั่งลูกๆ ทั้งสองฝ่ายก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปโดยอัตโนมัติครับ
การซื้อของจากทางเชียงของข้ามไปขายในประเทศลาวนั้น จะต้องทำการเสียภาษีให้แก่รัฐบาลลาวประจำ แต่ถ้าสามารถหลบภาษีได้เป็นบางส่วน ก็จะทำให้มีกำไรมากยิ่งขึ้น การเก็บภาษีของทางการลาวนั้น ในอดีตมักจะเก็บกันหน้าด่านศุลกากรเป็นหลัก ก็คือการตรวจนับในเรือข้ามฟาก แต่ถ้าหากสินค้าได้ขึ้นท่าไปแล้ว ทางการเขาก็อนุโลมว่าได้ผ่านการตรวจสอบแล้ว เขาก็จะไม่มารบกวนอีก สาวอรดาก็มักจะเป็นคนข้ามมาที่ตลาดเชียงของ เพื่อซื้อหาของไปให้พ่อแม่ขายประจำ โดยสาวอรดาจะนำโพยมาให้ที่ร้านเล่าเอี่ยมเส็ง แล้วทางร้านแม่ยายผมก็จะจัดของให้ไปขายก่อน เงินมาจ่ายครั้งต่อไปได้ พอข้ามท่าไปยังห้วยทราย อรดาก็จะนั่งทับสินค้าไว้ ไม่ให้ด่านศุลกากรตรวจ บางครั้งก็จะออกอุบายปวดท้องบ้าง แกล้งโย้เย้อย่างนั้นอย่างนี้บ้าง จนกระทั่งพวกนายด่านออกจากเรือไป สาวอรดาก็จะนำของขึ้นท่า เอาเข้าบ้านโดยไม่ต้องจ่ายภาษีประจำ
ต่อมาในปี 2517 ความสงบสุขของชีวิตชาวลาวได้หายไป เพราะลาวได้เกิดสงครามทางความคิด และได้เปลี่ยนแปลงการปกครองกลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา ช่วงแรกๆ ครอบครัวของเจ้าฟ้าน้อยหรือลุงจายยังคงอาศัยอยู่ที่เมืองห้วยทราย แต่ต่อมาท่านเห็นความเปลี่ยนแปลง และความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐและประชาชน มีการดำเนินการจัดการกับกลุ่มประชาชนชาวลาว โดยเฉพาะหนุ่มสาวชาวลาว มักจะต้องถูกทางการเกณฑ์ไปรับการสัมมนาในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เนื้อที่กระดาษหมดเสียแล้ว โปรดติดตามตอนต่อไปครับ







