
ปั้นนครพนมฮับบุกจีน
ดันนครพนมขึ้นแท่นฮับขนส่งสินค้าอีสานเชื่อมอินโดจีน เชื่อมท่าเรือหวุ๋งอ่าง ฮาติงห์เตรียมลงทุน 4 แสนล้านผุดนิคมฯ
ดันนครพนมขึ้นแท่นฮับขนส่งสินค้าอีสานเชื่อมอินโดจีน เชื่อมท่าเรือหวุ๋งอ่าง ฮาติงห์เตรียมลงทุน 4 แสนล้านผุดนิคมฯ
นายวัชรินทร์ เจียวิริยบุญญา ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ปัจจุบันตัวเลขการค้าชายแดนภาคอีสานนั้นมีมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านบาท นับว่าเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ จ.นครพนม ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นฮับการขนส่งสินค้าภาคอีสานเชื่อมการค้าอินโดจีนและเอเชีย ผ่านเส้นทางการขนส่ง R12 จากด่านชายแดนนครพนมไปเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกหวุ๋งอ่างในจังหวัดฮาติงห์ของเวียดนาม เพื่อขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลี ควบคู่ไปกับการกระจายสินค้าทางบกสู่ สปป.ลาว และเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน
ทั้งนี้ เนื่องจากเส้นทางการขนส่งสินค้าดังกล่าวนั้นจะทำให้ผู้ประกอบการทั้ง 19 จังหวัดของภาคอีสานลดต้นทุนการขนส่งสินค้าลง 40% เพราะระยะทางจากนครพนมถึงท่าเรือน้ำลึกนั้นอยู่ที่ราว 280 กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับระยะทางขนส่งสินค้าไปท่าเรือแหลมฉบังซึ่งมากกว่า 700 กิโลเมตร อีกทั้งเส้นทางการเดินเรือจากหวุ๋งอ่างยังมีระยะทางที่ใกล้กว่าแหลมฉบังมากอีกด้วย
สำหรับต้นทุนในการขนส่งสินค้จากภาคอีสานไปท่าเรืออีอีซีนั้นอยู่ที่ราว 3 หมื่นบาท/ตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ต้นทุนไปหวุ๋งอ่างอยู่ที่ 1.5-2 หมื่นบาท โดยจะใช้เวลาขนส่งสินค้าทางเรือจากหวุ๋งอ่างไปยังหนานหนิงของจีนเพียง 1 วัน ขณะนี้เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางพัฒนาการขนส่งสินค้าในท่าเรือหวุ๋งอ่าง โดยเอกชนมีความพร้อมจะขอท่าเทียบเรือเพื่อขนส่งสินค้าต่อไป
นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องการลดต้นทุนขนส่งด้วยระยะทางสั้นมากที่สุด ซึ่งในอนาคตชายแดนนครพนมจะมีการพัฒนาสถานีขนส่งและกระจายสินค้าขนาดใหญ่พร้อมการต่อเชื่อมรางรถไฟทางคู่บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม เข้ามายังสถานีขนส่งสินค้าอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะใช้ท่าเรือหวุ๋งอ่างเนื่องจากจังหวัดฮาติงห์อยู่ระหว่างการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่จะมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท โดยจะมีประชากรเข้ามาอยู่ในพื้นที่ราว 5 ล้านคน
ปัจจุบันมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่อย่างฟอร์มูซ่าเข้ามาเปิดโรงงานถลุงเหล็กกำลังผลิต 500 ล้านตัน มีคนงานราว 1 แสนคน นอกจากนี้ยังมีโรงงานไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 1,600 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มกำลังผลิตเป็น 6,000 เมกะวัตต์ในอนาคต ปัจจุบันมีเอกชนรายใหญ่ของไทยอย่างบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย เข้ามาลงทุนโรงงานผลิตปูนแล้วบนเส้นทาง R12 ในพื้นที่ สปป.ลาว โดยสินค้าของไทยนั้นถือว่ามีศักยภาพเป็นแต้มต่อในเวียดนามอีกทั้งจีนยังเต็มใจบริโภคอีกด้วย







