
เกษตรกรรุ่นใหม่ กล้าเปลี่ยนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : บริษัท โคคา-โคลา
เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นทั้งผู้ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก จากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งใน อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี
พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล การทำการเกษตรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน และการแบกรับความเสียหายจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี
โครงการธุรกิจยั่งยืน เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย อันเกิดจากความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา นำร่องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล
การทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ออกแบบจากความต้องการของพวกเขาให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในพื้นที่ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับผู้หญิงที่ทำงานร่วมกัน
เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้นโดยเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก
รจนา บุญเพชร เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ หาทางเลือก เพื่อทางรอด เล่าว่า
“เมื่อก่อนขายอ้อยได้ ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้องๆ ลดการใช้สารเคมี”
นอกจากนี้ เธอยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรม แบ่งปันเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น แก้ปัญหาในอดีตที่ต้องเหนื่อยและลงแรงไปเยอะ แต่ได้ผลผลิตไม่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้คือทางเลือกที่ช่วยให้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน
ทางด้าน ณัฐวรรณ ทองเกล็ด อดีตสาวแบงก์ที่ตัดสินใจกลับไปทำไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็นจากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เผยว่า
“เปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น จนเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว”
เธอยังตระหนักได้ว่า ปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล อยู่ในวิถีสีเขียว
ส่วน รจนา สอนชา เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า
“อยากพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่า ถ้าเราสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ ทุกคนก็ย่อมทำได้ หากไม่ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลง ความยั่งยืนที่ต้องการก็จะไม่เกิดขึ้น”
การเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืน ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการธุรกิจยั่งยืนมาใช้ สามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ยจากธรรมชาติ บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ ยังนำความรู้เรื่องดิน เพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิตที่ดีได้







