
กองทุนเสมอภาค ทางการศึกษา
อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบรอบ 1 ปีแล้วตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท
อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะครบรอบ 1 ปีแล้วตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หนึ่งในมาตรการปฏิรูปเร่งด่วนอย่างการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาตามมาตรา 54 แห่งรัฐธรรมนูญ ก็กำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติใกล้จะแล้วเสร็จเต็มทีแล้ว เรามาดูกันว่าเมื่อกฎหมายนี้ประกาศใช้แล้วเด็กเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และครูจะได้อะไรจากกองทุนใหม่นี้กันบ้าง
โดย กอปศ. ใช้ 3 หลักการสำคัญในการออกแบบให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นกลไกเชิงระบบใหม่ ที่ใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 5-10 ปี
(1) ลงทุนแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้นทาง (Invest Early) ด้วยเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ต้องการ “แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ต้นทาง” หรือต้องการให้เด็กไทย “โตไปไม่จน” กองทุนจึงสนับสนุนการขยายสิทธิทางการศึกษาฟรี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายลงไปให้ถึงช่วงก่อนวัยเรียน ซึ่งรัฐยังไม่เคยมีมาตรการใดๆ ช่วยเหลือนักเรียนยากจนในระดับนี้มาก่อนเลย โดยกองทุนจะให้เงินอุดหนุนนักเรียนอนุบาลทั้ง 3 ปี เฉลี่ยประมาณวันละ 25-50 บาท/คน ตามระดับความยากจน รวมทั้งเพิ่มเติมสิทธิเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนให้แก่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ที่ยังไม่เคยได้รับเงินอุดหนุนยากจนเช่นกัน โดยจะอุดหนุนราววันละ 75-150 บาท/คน ตามระดับความยากจน
(2) ลงทุนให้เพียงพอ (Invest Sufficiently) ด้วยหลักการ “เปลี่ยน 50 สตางค์สุดท้าย เป็น 5 บาทแรก” ปัจจุบันเด็กเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้เพียง 3,000 ล้านบาท/ปี (ร้อยละ 0.5 ของงบประมาณแผ่นดินด้านการศึกษาในแต่ละปี) หรือเฉลี่ยคนละ 5-15 บาท/คน/วันเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาหรือการดำรงชีพในปัจจุบัน จากการศึกษาวิเคราะห์และลงพื้นที่จริง กอปศ.ประเมินว่าเด็กเยาวชนที่ยากจนในระดับอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ยังมี “ช่องว่าง” รายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา ซึ่งรัฐยังไม่ได้จัดให้อีกราว 25-150 บาท/วัน ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาและระดับความยากจนของครอบครัว หากช่องว่างดังกล่าวไม่ได้รับการเติมเต็ม นักเรียนกลุ่มนี้มีแนวโน้มสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากผู้ปกครองไม่สามารถส่งเสียได้ไหว หรืออาจขาดเรียนบ่อยและประสบปัญหาด้านคุณภาพการเรียนรู้ที่ล่าช้ากว่าเพื่อนๆ ในโรงเรียน กองทุนจึงจำเป็นต้องจัดสรรเงิน “5 บาทแรก” ของงบประมาณด้านการศึกษาของประเทศเพื่อจัดสรรเงินให้นักเรียนยากจนเพิ่มขึ้นอีกคนละประมาณ 20 บาท/วัน เพื่ออุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำนี้ให้เพียงพอแก่นักเรียนยากจนราว 2 ล้านคนในระบบการศึกษาให้ทันการณ์
(3) ลงทุนอย่างชาญฉลาด (Invest Smartly) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาจะปฏิวัติแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อนักเรียนยากจน โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และการพัฒนาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยจะนำเอาระบบการให้เงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข (Conditional Cash Transfer) และมาใช้สนับสนุนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและป้องกันการทุจริต ทั้งจากฝั่งผู้ให้และผู้รับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกองทุนจะใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) และการคัดกรองความยากจนโดยอ้อม (Proxy Means Tests) ในการเสริมประสิทธิภาพในการคัดกรองความยากจนและติดตามพัฒนาการนักเรียนรายบุคคล ทั้งด้านคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในการสนับสนุนเงินอุดหนุน เพื่อสร้างหลักประกันการสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่เด็กเยาวชนทุกคนที่ได้รับการอุดหนุนทุกคน
สำหรับกลุ่มเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา (3-18 ปี) ที่ยังคงมีอยู่ราว 6.7 แสนคนทั่วประเทศไทย กองทุนจะสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบโครงการให้แก่หน่วยงานของรัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการดำเนินการค้นหา เยียวยา และส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษา จึงจำเป็นต้องมีการทำงานเชิงรุกที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งใช้นวัตกรรมในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยการสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้จะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และมีเป้าหมายสำคัญในการส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษาภายในเวลา 1 ปี ซึ่งกองทุนก็จะให้การสนับสนุนครูและสถานศึกษาที่ดูแลเด็กเยาวชนกลุ่มเป้าหมายของกองทุนข้างต้นให้ได้รับคุณภาพการเรียนรู้ที่เสมอภาคอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานระดับชาติต่อไป โดยประชาชนและองค์กรเอกชนที่สนใจร่วมส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษากับกองทุนสามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า







