
ปักธง! เสริมเศรษฐกิจ รื่นวดี สุวรรณมงคล
กว่า 3 ปีเศษ สำหรับ รื่นวดี สุวรรณมงคล กับบทบาทอธิบดีกรมบังคับคดี ภายใต้ความท้าทายสภาพแวดล้อมสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป
โดย เอกชัย จั่นทอง
กว่า 3 ปีเศษ สำหรับ รื่นวดี สุวรรณมงคล กับบทบาทอธิบดีกรมบังคับคดี ภายใต้ความท้าทายสภาพแวดล้อมสังคมที่ปรับเปลี่ยนไป โดยเฉพาะภาพการยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ เพื่อขายทอดตลาด ไปสู่การเข้ามาเพิ่มบทบาทคีย์แมนคนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
เส้นทางประสบการณ์ทำงานของ รื่นวดี การันตีความสามารถ ถือว่าเป็นลูกหม้อกระทรวงยุติธรรมมานาน ผ่านตำแหน่งสำคัญ เช่น ที่ปรึกษาเฉพาะกฎหมาย (นิติกร 9 ชช.) ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงยุติธรรม เป็นอธิบดีครั้งแรกที่กรมคุมประพฤติ ก่อนจะมานั่งตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี
ฉากสนทนาบทแรกให้ความสำคัญกับการแก้หนี้ของประชาชน ในเรื่องนี้ รื่นวดี ยกนโยบายที่ต้องทำเร่งด่วนคือ “อำนวยความยุติธรรม” และ “ลดความเหลื่อมล้ำ” เพื่อขจัดความทุกข์ยาก ซึ่งตรงกับงานของกรมบังคับคดีที่เกี่ยวกับเรื่องบังคับคดีแพ่งและล้มละลาย ที่มาจากปัญหา “หนี้สิน” โดยเป็นเป้าหมายที่กรมบังคับคดีต้องปฏิบัติ สอดรับกับนโยบาย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม ที่กำชับให้ช่วยเหลือประชาชน
ในเป้าหมายสำคัญของกรมบังคับดี ปี 2561 จุดสำคัญคือการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้เปราะบาง เช่น เกษตรกร หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ หนี้กองทุนเพื่อการศึกษา ฯลฯ โดยการใช้ฐานข้อมูล(Big Data) ที่เป็นฐานข้อมูล “ลูกหนี้” ชั้นบังคับคดี ไปเทียบกับฐานข้อมูลในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อวิเคราะห์ฐานข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้
ทำให้ปัจจุบันสามารถออกแผนที่ (Mapping) โครงสร้างลูกหนี้ชั้นบังคับคดีได้ทั่วประเทศ โดยยึดแนวทางของ “กาฬสินธุ์โมเดล” วิเคราะห์โปรไฟล์ลูกหนี้ชั้นบังคับคดีของกรมบังคับคดีก่อน ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลทำให้ทราบว่า กรมมีลูกหนี้ที่อยู่ในชั้นบังคับคดีใน จ.กาฬสินธุ์ ประมาณ 4,000 คน สามารถแยกพื้นที่แต่ละอำเภอ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือขจัดทุกข์ยากให้คุณภาพชีวิตลูกหนี้ดีขึ้น
“จึงนำลูกหนี้กว่า 4,000 คนไปทาบกับ 11 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังในฐานะผู้มีรายได้น้อย แต่การนำมาทาบเคียงอาจไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากลูกหนี้ชั้นบังคับคดีหมายบางคดียังไม่ลงเลข 13 หลัก จึงต้องขออนุญาตศาลเวลาส่งหมายมาถึงกรมขอให้ศาลส่งเลข 13 หลักเพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งจะทำให้ทราบข้อมูลลูกหนี้ชั้นบังคับคดีรายย่อยว่ามีจำนวนเท่าไหร่ที่มีรายได้น้อย” รื่นวดี ระบุ
นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลไปทาบเคียงกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อหาว่าคนที่มีรายได้น้อยเป็นเกษตรกรเท่าใด ซึ่งการทำทาบเคียงเลข 13 หลักกับธนาคารเพื่อการเกษตรฯ จนทราบว่ามีลูกหนี้ 101 คน ในชั้นบังคับคดีบุคคลที่มีรายได้น้อยและบุคคลที่เป็นเกษตรกรใน จ.กาฬสินธุ์ ทั้งหมดคือแนวทางที่กรมบังคับคดีจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้มีพลัง เนื่องจากสามารถแยกย่อยเป็นอำเภอ ตำบล ได้ทั้งหมด
รื่นวดี เผยอีกว่า แม้จะประสบความสำเร็จการวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้ แต่กรมบังคับคดีเพียงกรมเดียวไม่สามารถทำสำเร็จได้ จึงต้องทำงานบูรณาการกับหน่วยงานอื่นร่วมกัน เช่น การลงพื้นที่ร่วมกับธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ กรมบังคับคดี และยุติธรรมจังหวัดลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนเคาะประตูถึงหน้าบ้าน เพื่อดูแลเรื่องไกล่เกลี่ยหนี้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ สร้างความรู้อย่างเหมาะสม
“ซึ่งแนวทางที่ทำงานเชิงรุกมาตลอดจะเน้น 2 ส่วนสำคัญ 1.ต้นทางเรื่องสร้างความรับรู้ทางกฎหมาย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ เน้นย้ำนักหนาให้สร้างความรู้กับประชาชน โดยเฉพาะกฎหมายด้านการจำนอง จำนำ ขายฝาก และ 2.การไกล่เกลี่ยหนี้ชั้นบังคับคดี ทั้งหมดเป็นกลไกไกล่เกลี่ยลูกหนี้เพื่อขจัดความทุกข์ยากประชาชน” รื่นวดี ย้ำแนวทางช่วยประชาชน
ขณะเดียวกัน การสร้างการรับรู้ของประชาชนนั้น รื่นวดี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ต้องให้ความรู้ทางเทคนิคเรื่องหนี้สิน ความรู้กฎหมายหลัก พร้อมกับเตือนสิ่งที่ประชาชนควรจะรู้และระวังคือ 1.ห้ามเซ็นชื่อทิ้งไว้ 2.การเป็นผู้ค้ำพอเซ็นแล้วถือเป็นลูกหนี้ 3.ชำระหนี้คืนวันสุดท้ายต้องตรวจสอบหากเจ้าหนี้ไม่อยู่แล้วใกล้หมดวัน ให้รีบมากรมบังคับคดีเพื่อวางทรัพย์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดภูมิคุ้มกันได้อย่างดี
ไม่ต่างจากการผลักดันทรัพย์สินขายทอดตลาด ที่นับว่าเป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน ซึ่งผลการผลักดันทรัพย์สินในช่วงที่ผ่านมา กรมบังคับคดีไม่ดองทรัพย์สินทิ้งไว้ให้ไร้ค่า โดยสังเกตเห็นชัดเจนว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงตั้งแต่ปี 2558 ผลักดันทรัพย์สินได้ 9.9 หมื่นล้านบาท ถัดมาปี 2559ผลักดันทรัพย์สินได้ 1.07 แสนล้านบาท และปี 2560 ที่ผ่านมา ผลักดันทรัพย์สินได้ 1.2 แสนล้านบาท ถือว่าสูงที่สุดในรอบ 7 ปี ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมาราคาขายทรัพย์สินสูงกว่าราคาประเมินอย่างมาก
ขณะที่ปัจจุบันมีทรัพย์สินรอการขาย 1.4 แสนรายการ เช่น ห้องชุด ที่ดินว่างเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมราคาประเมิน 2.4 แสนล้านบาท ถ้าหากปล่อยทรัพย์สินทิ้งไว้คงไม่เกิดประโยชน์กับเจ้าหนี้ลูกหนี้ และเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างแน่นอน จึงต้องมีกลไก “เร่งรัดผลักดันทรัพย์สินออกจากระบบ” โดยพยายามทำให้ 2.4 แสนล้านบาท ที่มีอยู่ลดน้อยลงไป







