
ผืนดินสูญหาย ความหลากหลายสูญสิ้น
นับวันผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
นับวันผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยิ่งชัดเจนขึ้น โดยหลากหลายผลการศึกษายืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่าเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน โลกใบนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รายงานข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ระบุถึงงานวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อนส่งผลต่อระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น (Climate-change–driven accelerated sea-level rise detected in the altimeter era) ซึ่งคณะทำงานติดตามระดับการเปลี่ยนแปลงน้ำทะเล (Sea Level Change) ขององค์การนาซา (NASA) ใช้เวลานานถึง 25 ปี เก็บข้อมูลระดับน้ำทะเลทั่วโลก
ข้อสรุปจากงานวิจัยฉบับนี้คือ ระดับน้ำทะเลทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากช่วงปี 1990 ที่เคยเพิ่มขึ้นปีละ 2.5 มิลลิเมตร/ปี ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นถึงปีละ 3.4 มิลลิเมตร/ปี นับเป็นอัตราที่รวดเร็วขึ้นมากโดยเฉพาะช่วง 10 ปีหลัง
“สาเหตุหลักเป็นที่คาดเดาได้เป็นเพราะอุณหภูมิโลกโดยรวมร้อนขึ้นนั่นทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น” ผลการวิจัย ระบุ และประเมินว่า หากระดับน้ำทะเลยังคงเพิ่มสูงในอัตราเท่าเดิมอย่างต่อเนื่อง ภายในปี 2100 หรืออีกราวๆ 82 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงถึง 26 นิ้ว
นั่นเพียงพอที่จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้กับเมืองชายฝั่งทั่วโลก
หนึ่งในรูปธรรมผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือข้อมูลจาก ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสภาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย ที่ระบุว่า ทั่วประเทศไทยมีชายฝั่งยาว 2,600 กิโลเมตร ปัจจุบันเกิดปัญหาการกัดเซาะมากถึง 830 กิโลเมตร
ที่น่าตกใจก็คือ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีมีพื้นที่ถูกกัดเซาะหายไปไม่น้อยกว่าปีละ 1,150 ไร่ เทียบเท่าได้กับ 255 สนามฟุตบอล
นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ณ ปัจจุบัน ของประเทศไทย
ทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบริเวณเขตศูนย์สูตร พบว่าในอนาคตจะมีปริมาณฝนสูงขึ้นและอุณหภูมิสูงขึ้น
ความเปราะบาง (Key Vulnerability) ที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศป่าไม้ โดยเฉพาะป่าในเขตร้อนชื้นและกึ่งร้อนชื้น จะทำให้ผืนป่าเหล่านั้นสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และเมื่อระบบนิเวศป่าไม้ถูกรบกวน ย่อมส่งผลต่อระบบสังคมพืช แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารของสัตว์ป่า ฯลฯ ซึ่งประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม ตอนหนึ่งว่า ถ้าพื้นที่ป่าหายไป อุณหภูมิรอบป่าและอุณหภูมิในป่าก็จะสูงขึ้น และจะไปสัมพันธ์กับการออกดอก-ผล ของพันธุ์ไม้
“ช่วงที่มีการกระตุ้นให้ออกดอกคืออุณหภูมิต้องต่ำ บางชนิดถ้าไม่หนาวพอหรืออุณหภูมิไม่ต่ำพอก็จะไม่ออกดอกเลย นั่นคือสิ่งล่อแหลมว่าในอนาคตหากอากาศร้อนขึ้น อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ก็อาจทำให้พืชพันธุ์เหล่านี้ไม่ออกดอก ไม่สามารถสืบต่อพันธุ์ได้ ก็จะสูญพันธุ์ในอนาคต” ทรงธรรม ระบุ
นอกจากนี้ นักวิชาการได้สร้างแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างชนิดป่าไม้กับปัจจัยสภาพแวดล้อมต่างๆ พบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัดส่วนของป่าอย่างชัดเจน ข้อมูลจากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า ตัวเลขป่าดิบเขาและป่าดิบแล้งจะลดลงเกือบหมดประเทศ ขณะที่ป่าผลัดใบจะเพิ่มจำนวนขึ้น
การปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับความเป็นเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอมหันตภัยในอนาคตเป็นสิ่งที่ร่วมกันทำโดยทันที







