
เสินเจิ้นเอา ‘อะไร’ ไว้กลางเมือง ?
วันพุธที่ผ่านมา ผมเดินทางมาเสินเจิ้นเป็นครั้งแรก และตั้งใจมาดูงานนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง urbanism\architecture bi-city biennale (UABB)
โดย อาทิตย์ โกวิทวรางกูร
วันพุธที่ผ่านมา ผมเดินทางมาเสินเจิ้นเป็นครั้งแรก และตั้งใจมาดูงานนิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง urbanism\architecture bi-city biennale (UABB) ซึ่งจัดขึ้นทุกสองปี โดยครั้งแรกเริ่มต้นในปี 2005 มีเมืองเสินเจิ้นเป็นผู้ริเริ่ม ต่อมาฮ่องกง (ซึ่งอยู่ติดกัน) มาร่วมจัดคลอกันไปด้วย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 แล้ว
ต้นตำรับงาน biennale (เบียน-นา-เล่ เป็นภาษาอิตาลี ถ้าแปลเป็นอังกฤษคือ bi-annual หรือจัดทุกสองปี) ที่ทำจนดัง จนกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมส่งออกของเมืองไปแล้ว คือเมืองเวนิส อิตาลี
ผมอธิบายกับตัวเองว่า biennale คืองานนิทรรศการชั่วคราว ที่จัดแสดงครั้งหนึ่งประมาณ 3-4 เดือน โดยมีการกำหนดแนวคิด/theme และเชิญชวนคนมาจัดแสดงงานตามสถานที่ต่างๆ ภายในเมือง
ทุกวันนี้ มีงาน biennale เกิดขึ้นยึ่บยั่บทั่วโลก หนึ่งในเมืองล่าสุดก้อคือกรุงเทพฯ เรา ที่จะเริ่มจัด Bangkok Art Biennale ครั้งแรก ปลายปีนี้ต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้า
เสินเจิ้นเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า “โตเร็วที่สุด” ในประวัติศาสตร์โลก (ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์จีน)
ทางเมืองเห็นว่า ทุกคนง่วนกับการสร้างๆๆ ถ้าไปแบบนี้เรื่อยๆ สุดท้ายเมืองต้องพังแน่ ... มันต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อกระตุก-เปิดมุมมอง-สร้างพื้นที่พูดคุย-เอาตัวอย่าง หรือไอเดียดีๆ จากทั่วโลกมาสื่อสารให้ผู้คนเห็น
จึงเป็นที่มาของการจัดงาน UABB ซึ่ง (เขาเคลมว่า) เป็น biennale “แรกและที่เดียว” ของโลก ที่เน้นเรื่อง “เมือง”
ตรงนี้น่าสนใจไปอีก ที่ต้นไอเดีย และผู้จัดงาน คือ หน่วยงานผังเมืองของเสินเจิ้น ซึ่งทำให้ได้สปอนเซอร์หลักเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ๆ ของเมือง มาช่วยลงเงินกันพร้อมเพรียง
แต่ที่อยากเล่านาทีนี้ยังไม่ใช่งานนี้
ก่อนมาได้ยินว่าเสินเจิ้นมีร้านหนังสือขนาดยักษ์อยู่กลางเมือง (ชื่อว่า Shenzhen Book City บางสื่อรายงานว่าเขาเคลมตัวเองว่าใหญ่ที่สุดในโลก) และมีร้านหนังสือ 24 ชม. ก็ตั้งใจจะไปเยี่ยมชมให้ได้
ทำเลที่ตั้ง ให้ลงรถไฟใต้ดินสถานี Children's palace (ชอบชื่อมาก เมืองนี้ cool แฮะ มี children's palace อยู่กลางเมือง ใกล้กันกับ civic center)
ลองไถๆ ดูใน google map เห็นบริเวณนั้น นอกจากร้านหนังสือ ข้างๆ ยังมีห้องสมุดประจำเมืองเสินเจิ้น ด้านหลังเป็นเนินเขาลูกย่อมๆ ที่เป็น park อีก ช่างอารยะโดยแท้
หลังเดินดูงาน biennale วันแรกจบตอนเย็น เลยขอไปดูร้านหนังสือนี้เสียหน่อย
ทางเข้าร้านถูกเชื่อมต่อกับรถไฟใต้ดิน เดินทะลุเข้าไปพบร้านหนังสือขนาดใหญ่ วางตัวทอดยาวในแนวราบ โดยพื้นที่ชั้นใต้ดินและชั้นหนึ่งเป็นร้านหนังสือ ส่วนชั้นสองเป็นร้านค้าหลากหลาย วางตัวอยู่โดยรอบโถงชั้น 1 มีร้านอาหารให้เลือกละลานตา แทรกด้วยร้านค้าสินค้าวัฒนธรรมและศิลปะ สินค้าที่เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ของเล่นเด็ก โรงเรียนศิลปะ โรงเรียนสอนภาษา ฯลฯ
ร้านหนังสือ 24 ชม. (24 Hour Book Bar: ซึ่งน่าจะถูกเรียกเป็นโซนหนังสือ 24 ชม. มากกว่า) ขนาดไม่ใหญ่อย่างที่คิด ประมาณร้านสตาร์บัคส์สาขาที่ใหญ่หน่อย โดยสักครึ่งร้านเป็นโซนจำหน่ายหนังสือ อีกครึ่งหนึ่งเป็นคาเฟ่ วางโต๊ะริมหน้าต่างยาวเหยียดและมีคนนั่งเรียงเป็นตับ ขะมักเขม้นกับการอ่านหรือทำงาน และในร้านเงียบแบบไม่เปิดเพลง และแทบไม่ได้ยินเสียงคนคุยกัน (ในร้านหนังสือก็เงียบสนิท ไม่มีเพลงคลอเลย ดูจริงจัง)
ตรงร้าน 24 ชม. นั้น มีทางออกไปที่นั่งโซนเอาต์ดอร์ ผมเดินขึ้นบันไดต่อไปบนดาดฟ้าชั้น 3
สิ่งที่พบไม่ใช่ rooftop แต่กลับเป็นลานกว้างและทางเดิน มองไปตรงหน้าเห็นอาคารหน้าตาเหมือน civic center ที่เคยเห็นในหนังสือ ตั้งตระหง่านตรงหน้า
พลันนั้นเอง ผมเข้าใจแล้ว ร้านหนังสือขนาดยักษ์นั่นมันไม่ได้เป็นตึกอยู่บนถนน แถวกลางเมือง ... แต่ว่าเป็นร้านหนังสือยักษ์ ที่อยู่ใต้จัตุรัส/บูเลอวาร์ดหลัก กลางเมืองเลยนี่นา
มองไปข้างๆ ก้อเห็นอาคารขนาดใหญ่ ทรงแปลกๆ พื้นผิวเป็นกระจกเยอะๆ อ่อ นั่นมัน ห้องสมุดของเสินเจิ้น หันไปอีกฝั่ง เจอ children's palace ที่สร้างเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาเยาวชนของเขาด้วย
เล่ามาถึงตอนนี้ อยากขมวดว่า มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ที่เห็นว่า ย่านใจกลางเมืองนี้ (เรียกว่า Futian ที่เริ่มวางแผนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อสร้างใจกลางเมืองใหม่ ที่เป็นฐานรากให้เมืองแห่งอนาคต) ถือเอาอะไรเป็นความสำคัญลำดับแรก
หลายปีมานี้ จีนเริ่มถูกมองว่ามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนวัตกรรม แซงหน้าอเมริกาไป และเสินเจิ้น ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Silicon Valley ในฐานะที่เป็นแหล่งพัฒนา hardware หลักของโลก และเป็นที่บ่มเพาะ tech company และ start up ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (หลายคนได้มองว่าเสินเจิ้น ไปไกลกว่า Silicon Valley แล้ว)
บริษัท เสินเจิ้นที่ดัง อาทิ Tencent (เจ้าของ wechat, qq และลงทุนอีกเพียบ) Huawei (จากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม สู่แบรนด์มือถือชั้นนำ), DJI (โดรนแบรนด์ดัง) ฯลฯ
ผมสงสัยต่อไปว่า การที่เมืองนี้เอา “ห้องสมุด-ร้านหนังสือขนาดยักษ์-แหล่งเรียนรู้เยาวชน” ไว้กลางเมือง มันมีส่วนช่วยสร้างความก้าวหน้าระดับปรากฏการณ์ของเสินเจิ้นขนาดไหน?
แล้วกรุงเทพฯ ล่ะ ...
ทุกวันนี้อะไรที่เราขาดแคลน อะไรที่อยู่ในใจพ่อแม่ที่แสนกังวลกับอนาคตลูกซึ่งเติบโตมาในเมืองแบบนี้
เรามีที่กลางเมืองเหลือไหม ที่จะสร้างอะไรเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ “สร้างคน”
เป็นพื้นที่สร้างอนาคตของชาติ
เป็นมรดกทางสังคมให้กับ “คนรุ่นถัดไป”
ผมนึกที่อื่นไม่ออก นอกจากพื้นที่มักกะสัน ฝั่งติดแอร์พอร์ตลิงค์ถนนอโศก จำนวน 140 ไร่
ซึ่งกำลังจะเป็นไปแบบ เสียของ ครับ







